คลังเก็บหมวดหมู่: ปรึกษาบัญชี

ปรึกษาบัญชี

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนสามัญ

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ นักบัญชี

ห้างหุ้นส่วนสามัญ หมายถึง ห้างหุ้นส่วนที่มีบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปตกลงเข้ากันเพื่อทำกิจการร่วมกันด้วยมีประสงค์จะแบ่งกำไรอันพึงได้จากกิจการที่ทำนั้นและผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนจะต้องรับผิดร่วมกันในบรรดาหนี้สินทั้งปวงของห้างโดยไม่จำกัดจำนวนเหมือนกันหมดทุกคน ห้างหุ้นส่วนสามัญ สามารถจดทะเบียนแบบเป็นนิติบุคคลหรือไม่จดก็ได้ เพราะกฏหมายไม่ได้บังคับไว้ ดังนั้น การจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามารถทำได้ 2 ลักษณะ ดังนี้

1. ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล หมายถึง ห้างหุ้นส่วนประเภทที่มีผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกเดียวคือ หุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดชอบ โดยผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนต้องรับผิดร่วมกันในบรรดาหนี้ทั้งปวงของห้างหุ้นส่วน โดยไม่จำกัดจำนวน และในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันเองจะตกลงให้ผู้เป็นหุ้นส่วนคนเดียวหรือหลายคนเป็นผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียนก็จะมีฐานะเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญนิติไว้ จะดำเนินการกิจการนอกเหนือจากที่จดทะเบียนไว้ไม่ได้
2. ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลผู้เป็นหุ้นส่วนจะถือเอาสิทธิใดๆ แก่บุคคลภายนอกในกิจการค้าขายซึ่งปรากฏชื่อของตนนั้นไม่ได้ หากเป็นการฟ้องคดีจะเอาชื่อห้างฟ้องไม่ได้ ต้องเอาชื่อหุ้นส่วนผู้จัดการฟ้องคดีที่บุคคลภายนอกทำละเมิดต่อห้างหุ้นส่วน กรณีเช่นนี้หุ้นส่วนผู้จัดกรย่อมสามารถฟ้องคดีได้โดยลำพัง
การจดทะเบียนตั้งห้างหุ้นส่วน

ในการจดทะเบียนตั้งห้างหุ้นส่วนผู้ขอจดทะเบียนจะต้องเตรียมข้อมูลและเอกสารประกอบการจดทะเบียน ดังนี้

1. ชื่อของห้างหุ้นส่วน หุ้นส่วนผู้จัดการจะต้องเป็นผู้ยื่นขอตรวจและจองชื่อห้างด้วยแบบจองชื่อนิติบุคคลเสียก่อนว่าชื่อที่ใช้นั้น เหมือนหรือคล้ายกับชื่อที่คนอื่นได้จดทะเบียนไว้ก่อนหรือไม่ และจะต้องไม่ขัดกับกฏหมายและระเบียบของทางราชการ ชื่อที่ใช้ต้องเป็นภาษไทยจะมีภาษีต่างประเทศด้วยก็ได้ และเมื่อได้ชื่อแล้วจะต้องยื่นขอจดทะเบียนตั้งห้างหุ้นส่วนภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่มีคำสั่งอนุญาตให้ใช้ชื่อได้
2.วัตถุประสงค์ของห้าง
3.ที่ตั้งสำนักงานใหญ่และสาขา (ถ้ามี)
4.ชื่อ ที่อยู่ อายุ สัญชาติ และสิ่งที่นำมาลงหุ้นของหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิด และหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิดแต่ละคน
5.ชื่อหุ้นส่วนผู้จัดการ
6.ข้อจำกัดอำนาจหุ้นส่วนผู้จัดการ (ถ้ามี)
7.ดวงตราสำคัญของห้าง

เบี้ยประกันภัยสามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ นักบัญชี

ปัจจุบันค่าเบี้ยประกันภัยที่กรมสรรพากรยินยอมให้ผู้มีเงินได้ สามารถที่จะนำมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา มี 3 ประเภทหลักๆ ได้แก่

1. ค่าเบี้ยประกันชีวิตของตัวผู้มีเงินได้เอง โดยนำมาหักลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท โดยมีเงื่อนไข ดังนี้

– ค่าเบี้ยประกันชีวิต ไม่รวมค่าเบี้ยประกันภัยสำหรับสัญญาเพิ่มเติมอื่นๆ
– เป็นกรมธรรม์ประกันชีวิตที่มีกำหนดระยะเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป
– กรณีเป็นกรมธรรม์ประกันชิวิตที่มีผลประโยชน์ตอบแทนคืน ผลประโยชน์ตอบแทนคืนนั้นจะต้องไม่เกินร้อยละ 20 ของเบี้ยประกันชีวิตรายปีหรือเบี้ยประกันชีวิตสะสม
– บริษัทประกันชีวิตที่ออกกรมธรรม์ต้องเป็นบริษัทที่ประกอบกิจการในประเทศไทย

2. ค่าเบี้ยประกันสุขภาพของบิดา มารดา โดยนำมาหักลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท โดยมีเงื่อนไข ดังนี้
– ผู้มีเงินได้ต้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของบิดา มารดา
– บิดา มารดา มีเงินได้พึงประเมินไม่เกิน 30,000 บาท
– ถ้าผู้มีเงินได้ มิได้อยู่ในประเทศไทย บิดา มารดาต้องอยู่ในประเทศไทย
– กรณีผู้มีเงินได้หลายคนร่วมชำระเบี้ยประกันสุขภาพของบิดา มารดา ให้เฉลี่ยหักลดหย่อนค่าเบี้ยประกันสุขภาพของบิดา มารดาตามจำนวนผู้มีเงินได้ แต่รวมกันไม่เกิน 15,000 บาท

3. ค่าเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญของตัวผู้มีเงินได้เอง โดยนำมาหักลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้และต้องไม่เกิน 200,000 บาท เมื่อรวมกับเงินที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน หรือค่าซื้อหน่วยลงทุนกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท โดยมีเงื่อนไข ดังนี้
– เป็นกรมธรรม์ประกันชีวิตที่มีกำหนดระยะเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป
– ผู้มีเงินได้ต้องได้รับผลประโยชน์เงินบำนาญเมื่อผู้มีเงินได้มีอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป ถึงอายุ 85 ปีหรือกว่านั้น ทั้งนี้ ต้องจ่ายเบี้ยประกันภัยครบถ้วยแล้วก่อนได้รับผลประโยชน์เงินบำนาญ
– ผู้มีเงินได้ได้รับผลประโยชน์เงินบำนาญเป็นรายงวดอย่างสม่ำเสมอขณะมีชีวิตอยู่
– บริษัทประกันชีวิตที่ออกกรมธรรม์ต้องเป็นบริษัทที่ประกอบกิจการในประเทศไทย

พบกันได้ใหม่บทความหน้าค่ะ

หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการขอหักลดหย่อนและเว้นภาษีด้วยบิดา มารดา

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ นักบัญชี

การนำบิดา มารดา มาลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูและนำมายกเว้นภาษีค่าเบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดาของผู้มีเงินได้รวมทั้งบิดา มารดาของสามี หรือภรรยา ของผู้มีเงินได้ จะต้องมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ดังนี้

1. บิดา มารดาจะต้องมีอายุ 60 ปีขึ้นไป

2. หักค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นค่าใช้จ่ายได้คนละ 30,000 บาท

3. อยู่ในการเลี้ยงดูของผู้มีเงินได้ แต่บิดามารดา จะต้องมีรายได้ในปีที่ใช้สิทธิไม่เกิน 30,000 บาท

4. ผู้มีเงินได้ที่จะขอใช้สิทธิการหักค่าลดหย่อน จะต้องเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของบิดา มารดา

5. ในกรณีที่บิดา มารดามีบุตรหลายคน ผู้มีเงินได้ที่จะขอใช้สิทธิหักค่าลดหย่อนจะต้องเป็นผู้ที่ เลี้ยงดูบิดา มารดาในปีภาษีเพียงคนเดียวเท่านั้น และต้องมีหลักฐานรับรองการอุปการะเลี้ยงดูจากบิดา มารดา ตามแบบ ล.ย. 03 ให้แก่บุตรเพื่อนำไปใช้เป็นหลักฐาน ดังนั้น บิดา มารดา จะต้องให้บุตรคนใดคนหนึ่งใช้หรือบิดาออกหนังสือให้คนหนึ่งและมารดาออกให้อีกคนหนึ่งก็ได้ แต่บิดา มารดา จะออกหนังสือรับรองการอุปการะเลี้ยงดูให้แก่บุตรซ้ำกันไม่ได้

6. การหักค่าลดหย่อน ให้สามารถหักลดหย่อนได้ทั้งจำนวน แม้ว่าจะมีการเลี้ยงดูไม่ตลอดปีภาษีที่ยื่นขอก็ตาม

7. กรณีสามีหรือภรรยาเป็นผู้มีเงินได้เพียงคนเดียว สามารถหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาของสามีหรือภรรยาก็ได้คนละ 30,000 บาท

8.กรณีผู้มีเงินได้ซึ่งเดิมใช้สิทธิหักลดหย่อนอยู่เดิมแล้ว ต่อมาแต่งงานกัน จะต้องใช้เกณฑ์การลดหย่อน ดังนี้

  • หากเป็นสามี ภรรยากันไม่ครบปีภาษีที่ขอใช้สิทธิ ก็ให้ต่างคนต่างลดหย่อนค่าเลี้ยงดูบิดา มารดาของตนเองได้
  • หากเป็นสามีภรรยากันครบปีภาษีที่ขอใช้สิทธิ และภรรยาไม่ได้แยกยื่นแบบภาษีเงินได้ต่างหากจากสามีก็ให้สามารถหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ทั้งบิดา มารดา ของผู้มีเงินได้ และบิดา มารดา ของภรรยาของผู้มีเงินได้ คนละ 30,000 บาท

9. หากผู้มีเงินได้ไม่ได้อยู่ในประเทศไทย สามารถหักค่าลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูได้เฉพาะบิดามารดาที่อยู่ในประเทศไทยเท่านั้น

10. การหักค่าลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดู ต้องระบุเลขบัตรประจำตัวประชาชนของบิดามารดาที่ขอใช้สิทธิในแบบที่ยื่นภาษีเงินได้ด้วย

11. กรณีบิดามารดาถึงแก่ความตายในระหว่างปีภาษี หรือก่อนการยื่นแบบ ภ.ง.ด. 90 และ ภ.ง.ด. 91 ให้บุตรที่เป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูคนใดคนหนึ่งใช้สิทธิหักค่าลดหย่อนได้โดยแนบแบบ ล.ย. 30 และจะต้องสำเนาใบมรณะบัตรพร้อมกับการยื่นแบบเสียภาษี

พบกันได้ใหม่บทความหน้า