คลังเก็บหมวดหมู่: เทคโนโลยี ไอที

เทคโนโลยี ไอที

มาปรับขนาดของ Text บน iPhone และ iPad ของเราให้ดูง่ายกัน

มาปรับขนาดของ Text บน iPhone และ iPad ของเราให้ดูง่ายกัน

โดยเพื่อนๆ บางคนที่ใช้งานอุปกรณ์ของทาง Apple อย่าง iPhone และ iPad นั้นอาจจะพบกับปัญหาของขนาด Text ภายในระบบปฏิบัติการอย่างตัวเมนู หรือText ต่างๆ ที่แสดงบนเครื่องของเรากันมาบ้าง โดยปัญหานี้นั้นจะไม่ค่อยพบเจอกันทุกคนนัก ซึ่งจะเกิดขึ้นกับบางท่านที่มีปัญหาทางด้านสายตาอย่างสายตาสั้นหรือสายตายาวเป็นต้นนั้นเอง โดยปัญหานี้นั้นเราสามารถแก้ไขได้โดยการปรับแต่งขนาดของตัว Text ภายเครื่องของเรานั้นเอง ดยในวันนี้เราจะพาทุกๆ ท่านไปดูกันครับว่าเราสามารถทำการปรับแต่ง Text อะไรได้บางบนเครื่องของเรา

ปรับขนาดของ Text

โดยวิธีนี้ถือว่าเป็นวิธีที่เราสามารถปรับขนาดของตัว Text ภายในเครื่องของเราอย่างง่ายดาย โดยเราสามารถเข้าไปปรับแต่งตัว Text ได้ดังนี้ Settings > ต่อมาให้เราเลือกที่ Tab Display & Brightnes > เลือก Text Size > ในหน้า Text Size นี้เราสามารถทำการปรับขนาดของตัว Text ได้ตามที่เราต้องการนั้นเอง

55 มาปรับขนาดของ Text บน  iPhone และ iPad ของเราให้ดูง่ายกัน 1

และสำหรับเพื่อนๆ คนใหนที่ต้องการให้ Text ในเครื่องของเรานั้นเป็นตัวหนาก็สามารถปรับแต่งได้โดยมีขั้นตอนดังนี้ Settings > ต่อมาให้เราเลือกที่ Tab Display & Brightnes จากนั้นให้เราเปิดการใช้งานที่คำว่า Tab Bold Text จากนั้นระบบจะให้เรายืนยันการปลี่ยนแปลงค่าและ Restart เครื่อง 1 ครั้ง

55 มาปรับขนาดของ Text บน  iPhone และ iPad ของเราให้ดูง่ายกัน 2

ปรับแต่ง Text ผ่านทางเมนู Accessibility

สำหรับในเมนู Accessibility นี้นั้น จะเป็นการปรับแต่งตัว Text ที่ใช้ Feature ต่างๆ เข้ามาช่วยนั้นเอง อย่าง zoom หรือ การเปรับแต่งเมนู โดยเราสามรถเข้าไปได้ดังนี้ Settings > General > Accessibility และเลื่อนลงไปที่คำว่า vision ก็จะมีเมนูต่างๆ ให้เราเข้าไปที่ปรับแต่งได้

55 มาปรับขนาดของ Text บน  iPhone และ iPad ของเราให้ดูง่ายกัน 3

ให้หน้า Accessibility หากเราต้องการ Zoom ตัว Text นั้นก็สามารถเลือกใช้งานได้นั้นเอง โดย Feature นี้เราจำเป็นที่จะต้องเข้าไปเปิดการใช้งานก่อน โดยการใช้งานนั้นเพียงแค่เรา double-tap ด้วย 3 นิ้วบนหน้าจอก็จะมีกรอบแสดงขึ้นมาให้เรานั้นเอง

55 มาปรับขนาดของ Text บน  iPhone และ iPad ของเราให้ดูง่ายกัน 4

ให้หน้า Accessibility หากเราต้องการที่จะปรับขนาด Text บนเมนูของเราให้ใหญ่ขึ้นนั้นก็สามารถทำได้โดยเข้าไปได้ดังนี้ Settings > General > Accessibility > จากนั้นเลือก Tab Larger Text จากนั้นเราสามารถปรับขนาดได้ตามที่เราต้องการนั้นเอง

55 มาปรับขนาดของ Text บน  iPhone และ iPad ของเราให้ดูง่ายกัน 5

ป้องกันเนื้อหาของแอพพิเคชั่นที่มีเรท 18+ Parental controls บน Android 5

ป้องกันเนื้อหาของแอพพิเคชั่นที่มีเรท 18+ Parental controls บน Android 5

สำหรับ Feature ที่ใช้สำหรับในการคัดกรองเนื้อหาหรือเว็บไซต์ที่มีเรทเนื้อหาแบบ 18+ นั้น เราจะเรียกว่า Parental controls นั้นเอง ซึ่ง Feature อย่าง Parental controls นี้นั้นเป็น Feature ที่มีมานานแล้ว โดยเราเราอาจจะพบเห็นได้ทั้งบนระบบปฏิบัติการแบบ Windows และ OS X รวมไปถึง Feature นี้นั้นยังมีบนระบบปฏิบัติการแบบ iOS และบน Android อีกด้วย โดยในวันนี้เราจะพาทุกๆ ท่านไปดูวิธีการที่เราสามารถตั้งค่าของ Feature อย่าง Parental controls นี้นั้นบนระบบปฏิบัติการแบบ Android ได้นั้นเอง โดยประสิทธิภาพของ Feature อย่าง Parental controls นี้นั้นไม่เพียงแต่เข้ามาช่วยในการกรองเนื้อหาที่มีเรท 18+ ได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังสามารถกำหนดการเข้าใช้งานของแอพพิเคชั่นต่างๆ บนระบบปฏิบัติการแบบ Android ได้อีกด้วยนั้นเอง ซึ่งจะเหมาะสำหรับครอบครัวใดที่ใช้ Tablet หลายๆ คนนั้นเอง โดยเริ่มแรกนั้นเราจะต้องทำการเพิ่ม User ใหม่เข้าไปก่อน

75 ป้องกันเนื้อหาของแอพพิเคชั่นที่มีเรท 18+ Parental controls บน Android 5 1

 ขอบคุณรูปจาก thenextweb

การ Add User ใหม่

  • ในขั้นตอนแรกนั้นให้เราเข้าไปที่เมนู settings จากนั้นเลือกที่เมนู Users
  • ในหน้า User & Profile จะมี User ให้เราเลือก โดยให้เรากดที่เครื่องหมายรูปฟันเฟืองทางด้านหลังของ User Guest เพื่อเข้าไปตั้งค่า Account จากนั้นเราจะเข้ามายังหน้า Account Guest โดยเราสามารถตั้งค่าไม่ให้ User นี้นั้นสามารถโทรออกได้ โดยปิดการใช้งานที่ allow phone calls
  • ในกรณีที่เราต้องการ Create User ขึ้นมาใหม่ให้เรากดที่คำว่า add user จะมีกรอบแสดงขึ้นมาให้เรากดที่ set up now ต่อมาให้เราใส่ ชื่อ ลงไป รวมไปถึงเรายังตั้งค่าไม่ให้ User นี้สามารถโทรและการส่ง SMS ได้อีกด้วย โดยเลือกปิดที่คำว่า allow phone calls and SMS

ตั้งค่า User ให้เป็น Parental controls

  • ให้เราเข้าไปที่ User & Profile จากนั้นกดที่ add user or profile
  • ต่อมาจะมีกรอบเล็กๆ แสดงขึ้นมาโดยให้เราเลือกที่คำว่า restricted profiles
  • เราจะเข้ามายังหน้า restricted profiles ในหน้านี้จะมี List รายชื่อของแอพพิเคชั่นที่เราทำการดติดตั้งเข้าไปในเครื่องซึ่งหากเราคิดว่าแอพพิเคชั่นใดมีความเสี่ยงว่าจะมีเนื้อหาเรท 18+ นั้นเราสามารถติ๊กเลือกแอพพิเคชั่นนั้นได้ เพื่อไม่ให้ User นั้นสามารถเข้าใช้งานแอพพิคชั่นเสี่ยงนั้นได้นั้นเอง
,ปริมาณ,การใช้ข้อมูล,FaceTime

วิธีดูปริมาณการใช้ข้อมูลของ FaceTime

การโทรหากันด้วย FaceTime ที่ผ่านโครงข่ายสัญญาณโทรศัพท์มือถือ โดยเฉพาะกับ Video จะใช้ปริมาณข้อมูลที่มาก ซึ่งนั่นหมายถึงค่าใช้จ่ายสูงหรือทำให้ Data Plan ของคุณนั้นหมดอย่างรวดเร็วหากคุณไม่ได้โทรผ่าน WiFi จึงไม่วายที่ต้องตรวจตราดูการใช้งานด้วย โดย Apple นั้นได้แสดงตัวเลือกให้เราเห็นไว้ในหลายส่วนด้วยกัน อ่านเพิ่มเติม

ใช้งาน Safari ให้เร็วกว่าเดิมโดยการลบไฟล์ Cookies และ Cache เว็บที่เราต้องการลบบน iOS

ใช้งาน Safari ให้เร็วกว่าเดิมโดยการลบไฟล์ Cookies และ Cache เว็บที่เราต้องการลบบน iOS

จากที่เราได้เคบพูดถึงขั้นตอนการลบไฟล์ Cookies และ Cache บน Web Browser อย่าง Safari บน iPhone หรือ iPad ของเรากันไปแล้ว โดยในขั้นตอนนั้นจะเป็นการลบไฟล์ Cookies และ Cache บนเว็บไซต์ทั้งหมดที่เราได้เข้าใช้งานผ่านทาง Safari นั้นเอง ซึ่งในเพื่อนๆ บางคนอาจจะอยากจะเก็บการตั้งค่าบนเว็บไซต์ใดเว็บไซต์หนึ่งบ้าง โดยขั้นตอนนี้จะเหมาะสำหรับในบางคนที่เข้าใช้งานเว็บไซต์นั้นเป็นประจำบ่อยๆ และไม่ต้องการการที่จะต้องค่าบ่อยๆ นั้นเอง โดยขั้นตอนการลบไฟล์ Cookies และ Cache เฉพาะบางเว็บไซต์ที่เราต้องการลบออกไปนั้นมีขั้นตอนดังนี้

74 ใช้งาน Safari ให้เร็วกว่าเดิมโดยการลบไฟล์ Cookies และ Cache เว็บที่เราต้องการลบบน iOS 1ขอบคุณรูปจาก imore

  • โดยเริ่มแรกให้เราเข้าไปที่เมนู Settings
  • ในหน้าเมนู Settings ให้เราเลือกที่ Tab Safari
  • เราจะเข้ามายังหน้า Safari ให้เราเลื่อนลงไปกดที่ Tab เมนู Advanced
  • จากนั้นเราจะเข้ามายังหน้าเมนู Advanced โดยให้เรากดเข้าไปที่ Tab Website Data
  • ในหน้า Website Data โดยในบางท่านที่ไม่เคยลบไฟล์ Cookies และ Cache มาก่อนนั้นจะมี List รายชื่อของเว็บไซต์ต่างๆ แสดงขึ้นมาให้เราได้เลือกลบออกไป หรือ หาก List แสดงรายชื่อไม่มีชื่อเว็บที่เราต้องการลบออกไปนั้นเราสามารถกดกดที่ปุ่ม Show All ทางด้านล่าง เพื่อแสดงรายชื่อเว็บไซต์ทั้งหมดออกมาได้
  • โดยในการลบไฟล์ Cookies และ Cache ของเว็บไซต์ที่เราต้องการนั้น เพียงค่เรากดที่ปุ่ม Edit ทางด้านบนขวาหน้าจอ จากนั้นก็เลือกชื่อเว็บไซต์ที่เราต้องการลบไฟล์ Cookies และ Cache ออกไปได้นั้นเอง หรือ หากเราต้องการที่จะลบออกไปทั้งหมดเราสามารถกดที่คำว่า Remove All ทางด้านล่างได้อีกด้วย

 

 

ป้องกันข้อมูลภายใน iPhone ของเราโดยการยืนยันตัวตนแบบ Fingerprint

ป้องกันข้อมูลภายใน iPhone ของเราโดยการยืนยันตัวตนแบบ Fingerprint

โดยเพื่อนๆ หลายๆ คนที่ใช้ iPhone 6 หรือ iPhone 6 Plus นั้นอาจจะทราบดีกว่าโทรศัพท์ iPhone ของเรานั้นมี Feature อย่าง Fingerprint หรือ การยืนยันตัวตนด้วยลายนิ้วมือให้เราเลือกใช้งานกันด้วยนั้นเอง โดยในบางท่านนั้นอาจจะสงสัยว่าแล้วการเพิ่ม Fingerprint ที่ต้องการเข้าไปยังเครื่อง iPhone 6 หรือ iPhone 6 Plus ของเรานั้นจะขั้นตอนอย่างไร และ จะมีประโยชน์อย่างไรนั้น ในวันนี้เราจะพาเพื่อนๆ ไปหาคำตอบกันครับ

73 ป้องกันข้อมูลภายใน iPhone ของเราโดยการยืนยันตัวตนแบบ Fingerprint 1ขอบคุณรุปจาก appleinsider

  • โดยเริ่มแรกเราจะไปดูขั้นตอนการเพิ่ม Fingerprint เข้าไปยังเครื่องของเรากันก่อนครับ โดยมีขั้นตอนดังนี้
  • ในขั้นตอนแรกให้เราเข้าไปที่เมนู Settings
  • ภายในหน้าเมนู Settings ให้คลิกเลือกที่ Tab Passcode & Fingerprint (หากเครื่องใครติด Passcode ให้ทำการใส่รหัสเข้าไป)
  • จากนั้นให้เราดูที่หัวข้อ Fingerprint ซึ่งจะมี List ให้เราใส่ทั้งหมด 5 ชุด (ใส่ลายนิ้วมือได้ 5 ลายนิ้วมือ) โดยให้เรากดที่คำว่า Add a Fingerprint
  • ในหน้าจอต่อมานั้นจะเป็นการเพิ่มลายนิ้วของเรา ให้เราทาบนิ้วที่เราต้องการสแกนลงไปยังปุ่ม Home โดยไม่ต้องกด ซึ่งหากระบบสแกนลายนิ้วมือเรียบร้อย รูปลายนิ้วมือบนหน้าจอจะเป็นสีเทา
  • โดยเราสามารถทำการตั้งชื่อของเราได้ โดยให้เรากลับไปยังหน้า Fingerprint และกดที่ List แรกที่เราได้ทำการสแกนเข้าไป 1 ครั้งเพื่อตั้งชื่อนั้นเอง

เพียงเท่านี้เราก็สามารถเพิ่มลายนิ้วมือของเราเข้าไปยังระบบปฏิบัติการ iOS ได้แล้ว ซึ่งประโยชน์ของการเพิ่มลายนิ้วมือของเราเข้าไปยังเครื่องของเรานั้นจะเป็นการป้องกันผู้อื่นที่เข้าไปใช้งานเครื่องของเราโดยที่ไม่ได้รับอนุญาติรวมไปถึง เรายังสามารถนำลายนิ้วมือที่เราได้สแกนเข้าไปยังเครื่องนั้นไปใช้งานรวมกับระบบการชำระเงินแบบใหม่ของทาง Apple อย่าง Apple Pay ได้อีกด้วยนั้นเอง

 

 

เราจะลบไฟล์ History, Cache และ Cookies ใน Safari บน iPhone และ iPad ของเราได้อย่างไร

เราจะลบไฟล์ History, Cache และ Cookies ใน Safari บน iPhone และ iPad ของเราได้อย่างไร

สำหรับไฟล์ History, Cache และ Cookies บน Web Browser อย่าง Safari นั้น จะเป็นไฟล์ชนิดหนึ่งที่จำทำหน้าที่ในหารจัดเก็บข้อมูลต่างๆ ที่เราใช้งานทั้ง การใช้งาน และ การตั้งค่าต่างๆ นั้นเอง โดยหลายๆ ท่านอาจจะสงสัยว่าไฟล์อย่าง History, Cache และ Cookies นั้นจะทำการจะเก็บอะไรและเราจำเป็นที่จะต้องลบไฟล์ประเภทนี้ออกไปหรือไม่นั้นเราไปหาคำตอบกันเลยดีกว่าครับ

ไฟล์ History

ไฟล์ History เป็นไฟล์ประเภทหนึ่งที่อยู่ภายใน Web Browser อย่าง Safari โดยลักษณะในการทำงานของไฟล์ History นี้นั้น จะมีหน้าที่ในการจัดเก็บข้อมูลต่างๆ ที่เราใช้งานจากตัว Web Browser นั้นๆ อย่าง เช่น รายชื่อของเว็บไซต์ต่างๆ ที่เราเข้าใช้งานนั้นเอง

ไฟล์ Cache

สำหรับไฟล์ Cache นั้นจะมีลักษณะในการทำงานแบบการจัดเก็บข้อมูลของแต่ละเว็บไซต์ที่เราเข้าใช้งาน ยกตัวอย่างเช่น หากเราเข้าไปยังเว็บไซต์ใดเว็บไซต์หนึ่ง โดยในครั้งแรกนั้นเราจะรู้สึกว่าเว็บนั้นโหลดช้า และหากเราลองเข้าเว็บนี้อีกครั้งเราจะพบว่าเราเข้าเว็บไซต์นั้นเร็วกว่าครั้งแรกมาก เนื่องจากในการเข้าเว็บไซต์ในครั้งที่สองนั้น ไฟล์ Cache จะทำการจดจำข้อมูลต่างๆ ที่เราได้เคยเข้าไปใช้งานก่อนหน้านี้แล้วนั้นเอง

ไฟล์ Cookies

สำหรับไฟล์ประเภท Cookies นั้นจะมีลักษณะที่คล้ายกับไฟล์ Cache แต่จะแตกต่างกันที่ข้อมูลในการจัดเก็บ โดยไฟล์ Cookies นั้นจะทำการจัดเก็บข้อมูลประเภท Id login Username Password ของเรานั้นเอง โดยเพื่อนอาจจะเคยเจอว่าเวลาเราจะใส่ Username และ Password เข้าไปนั้น จะมี User ของเราค้างอยู่แล้วนั้นเอง

มาถึงตรงนี้หลายๆ ท่านคงจะรู้จักกับทั้ง 3 ไฟล์เหล่านี้กันไปแล้วนะครับ ซึ่งหากเราไม่ทำการลบไฟล์ต่างๆ เหล่านี้ออกไปบ้างนั้น อาจจะเกิดปัญหาของการเข้าใช้งานแสดงให้เราเห็นบ้างครับ สำหรับขั้นตอนการลบไฟล์ History, Cache และ Cookies ใน Safari ของบน iPhone และ iPad ของเรา นั้นจะมีวิธีการลบอย่างไรนั้นเราไปดูกันเลยดีกว่าครับ

72 เราจะลบไฟล์ History, Cache และ Cookies ใน Safari บน iPhone และ iPad ของเราได้อย่างไร 1

  • โดยริ่มแรกให้เข้าไปที่เมนู Settings
  • ภายในหน้า Settings ให้เลือกที่ Tab Safari
  • จากนั้นเราจะเข้ามายังหน้า Safari โดยให้เราเลื่อนลงมากดที่ Clear History and Website Data
  • ต่อมาจะมีกรอบเล็กๆ แสดงขึ้นมาให้เรายืนยันว่าเราจะทำการ Clear History, Cache และ Cookies ออกไป จากนั้นให้กดที่ปุ่ม Clear

วิธี Disable Animations ทั้งบน Android และ iOS

วิธี Disable Animations ทั้งบน Android และ iOS

ปัญหาเครื่องช้าของ Smartphone ของเราไม่ว่าจะเป็นทั้งบนระบบปฏิบัติการแบบ Android และ บนระบบปฏิบัติการแบบ iOS นั้นในปัจจุบันนี้นั้นถือว่าเป็นปัญาหาที่เราสามารถพบเห็นได้เป็นปรกติครับ ซึ่งปัญหาเครื่องทำงานช้านั้นบน Smartphone ของเรานั้นมีด้วยกันหลายสาเหตุทั้งขนาดพื้นที่ภายในตัวเครื่องของเราที่เหลือน้อยเกินไปหรือจะเป็นในส่วนของศักยภาพของ Hardware ภายในเครื่องของเราก็ด้วยครับ แต่ก็มีอีกหนึ่งสิ่งที่เราไม่ควรมองข้ามไปเลยนั้นก็คือ Feature อย่าง Animations บน Smartphone ของเรานั้นเอง ครับ โดยเจ้าตัว Animations ต่างๆ บนเครื่องของเราก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เครื่องของเรานั้นทำงานช้าได้เหมือนกันครับ โดยในวันนี้เราจะพาทุกๆ ท่านไปรู้จักกับวิธีการ Disable เจ้าตัว Animations ต่างๆ บน Smartphone ของเรากันครับ

41 เพิ่ม Speed ให้ Android และ iOS ของเรา โดยการ Disable Animations 1

การ Disable Animations บน Android

สำหรับขั้นตอนของการ Disable Animations บนระบบปฏฺิบัติการแบบ Android นั้นเราจะต้องทำการเปิดการใช้งานโหมด Developer Mode ก่อนนั้นเอง โดยมีขั้นตอนการเปิดดังนี้ Settings > เลือก About phone หรือ About tablet > หาคำว่า Build number จากนั้นให้เรากดที่คำว่า Build number ประมาณ 7 ครั้ง จากนั้นจะมีกรอบเล็กๆ แสดงขึ้นมาว่า Developer Mode ได้ถูกเปิดการใช้งานแล้ว > ต่อมาให้เรากดปุ่ม back และเลือกที่ Developer options > ต่อมาให้เราทำการ Activate Developer options โดยการ Slide ปุ่มทางด้านบนให้เป็น On ในส่วนของการ Disable Animations บน Android นั้นมีขั้นตอนดังนี้

  • เริ่มแรกให้เราเข้าไปที่เมนู Settings
  • ต่อมาเลือกที่ About phone หรือ About tablet ต่อมาให้เรากดเข้าไปที่ Developer options
  • ในหน้า Developer options ให้เราปิด 3 Feature ดังนี้ Window animation scale, Transition animation scale และ Animator duration scale

41 เพิ่ม Speed ให้ Android และ iOS ของเรา โดยการ Disable Animations 2

การ Disable Animations บน iOS

  • ในขั้นตอนแรกให้เราเข้าไปที่เมนู Settings
  • จากนั้นให้เราเลือกที่ General และเลือกหัวข้อ Accessibility
  • ภายในหน้าเมนู Accessibility ให้เราเข้าไปที่เมนู Reduce Motion
  • ภายในหน้า Reduce Motion ให้เราปิดการใช้งานของ Reduce Motion ออก

 

 

ทำอย่างไรที่จะลบ Search และ Apps History ของ Google Play Store บน Android

 

สำหรับคนที่ใช้ Smartphone ระบบปฎิบัติการแบบ Android คงจะรู้จัก Google Play Store กันดีอยู่แล้วนะครับ โดย Google Play Store ตัวนี้นั้นจะเป็นที่เก็บรวบรวมสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น แอพพิเคชั่นในส่วนของ หนังภาพยนตร์(Movie), หนังสือ(Books), เพลง(Music) หรือสิ่งต่างๆที่เราต้องการที่จะใช้งานบนระบบปฎิบัติการ Android รวมเอาไว้อยู่มากมาย ถ้าหากเราต้องการใช้งานแอพพิเคชั่นตัวใดตัวหนึ่ง หรือ ค้นหาจำพวก หนังภาพยนตร์(Movie), หนังสือ(Books), เพลง(Music) บน Play Store นั้นเราจำเป็นที่จะต้องใช้งานช่องค้นหา Search Box โดยในบางเครื่องนั้นเราอาจจะสังเกตุได้ว่าหากเราทำการกดที่ช่อง Search Box แล้วจะมีการแสดง List รายชื่อแอพพิเคชั่นอย่าง หนังภาพยนตร์(Movie), หนังสือ(Books), เพลง(Music) และสิ่งต่างๆนาๆที่เราได้ทำการค้นหาไปแล้วก่อนหน้านี้นั้นจะแสดงขึ้นมาด้วย โดย List รายชื่อเหล่านี้เราจะเรียกว่า Search และ App History โดย List รายชื่อต่างๆนี้จะรวมไปถึง แอพพิเคชั่น หนังภาพยนตร์(Movie), หนังสือ(Books), เพลง(Music) ทั้งแบบที่ฟรี และ แบบที่เราจะต้องเสียเงินซื้อมาด้วย เมื่อเราเริ่มทำการค้นหามากขึ้นนานวันผ่านไป List ค้นหาของเราก็จะยิ่งเยอะมากขึ้นตามแน่นอนครับ และเมื่อเราต้องการที่จะทำการ Clear List รายชื่อบางอันออกไปบ้าง สำหรับเพื่อนๆบางคนอาจจะสงสัยว่า แล้วเราจะทำการลบ Clear List รายชื่อของ Search และ App History ได้อย่างไร โดย Search และ App History เหล่านี้เราสามารถที่จะ Clear ออกไปได้ โดยให้เราทำการเข้าไปที่เมนู Setting โดยมีขั้นตอนดังต่อไปนี้

  1. เริ่มแรกให้เราทำการเข้าไปที่ Google Play Store
  2. หลังจากนั้นให้เราเข้าไปที่เมนู Setting โดยการกดที่เครื่องหมาย ขีด 3 เส้นข้างคำว่า Play Store และเลือกเมนู Setting

03_touching_settings1

ขอขอบคุณรูปภาพจาก www.howtogeek.com

3.  หลังจาก ข้อที่ 2 เราจะเข้ามาอยู่ในหน้าเมนู Setting ภายในหัวข้อ General ให้เรากดที่คำว่า Clear local search history เพื่อทำการลบ search และ App history ของ Google Play Store

04_touching_clear_search_history

ขอขอบคุณรูปภาพจาก www.howtogeek.com

เราสามารที่จะเข้าไปทำการตรวจสอบดูได้ว่า List รายชื่อของ Search และ App history บน Google paly อขงเราได้หายไปหรือไม่ โดยให้เราทำการกดเข้าไปที่ช่อง Search เราจะสังเกตุเห็นได้ว่าไม่ว่าจะเป็นในรายชื่อของแอพพิเคชั่น Movie, Books, Music และ สิ่งต่างๆ ที่เราได้เคยพิมพ์ค้นหาไปแล้วก่อนหน้านี้นั้นได้หายไปแล้วหรือยัง และ เราก็สามารถกดที่ปุ่มลูกศรชี้ทางด้านซ้ายเพื่อกลับไปยังหน้าหลักของ Play Store

ทำอย่างไรที่จะลบข้อมูลอย่าง Data/Cache ใน Google Play Services

 

ทำอย่างไรที่จะลบข้อมูลอย่าง Data/Cache ใน Google Play Services

            เพื่อนๆที่ใช้ระบบปฎิบัติการ Android คงจะรู้จัก Google Play Services กันดีซินะครับ ครั้งนี้เราจะมาแนะนำการลบข้อมูล Data/Catch ใน google Play Services กันนะครับว่าทำอย่างไร ซึ่งเจ้า Google Play Services ตัวนี้นั้นจะทำหน้าที่ในการจัดเก็บข้อมูลต่างๆ ของผลิตภัณฑ์ต่างๆของ Google เช่น Gmail, Seach, Chrome หรือ บรรดาแอพพิเคชั่นต่างๆบน Google Play Store ที่มีการใช้งานของ Feature อย่าง Google Play Services โดยข้อมูลต่างๆนั้นจะรวมไปถึงข้อมูลที่เราเข้าใช้งานแอพพิเคชั่นต่างๆอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น การ Download แอพพิเคชั่นต่างๆผ่าน Google Play Store หรือ การค้นหาข้อมูลต่างๆผ่านทาง Search Engine หรือ การเข้าใช้งานใน Website ต่างๆ โดยหลายคนอาจจะสงสัยว่าแล้วเราจะจัดการข้อมูลอะไรได้บ้างละในตัวของ Google Play Services โดยในการจัดการข้อมูลใน Google Play Services นั้นจะเป็นการตรวจสอบจัดการ ลบข้อมูลที่ไม่สำคัญภายในตัว Google Play Services อย่างเช่น ไฟล์ Catch นั้นเอง โดยมีขั้นตอนของการจัดการดังนี้

  1. ให้เราเข้าไปที่เมนู Settings
  2. หลังจากนั้นเราจะเข้ามายังหน้าจอเมนู Setting ให้เราเลิ่อนลงไปยังหัวข้อ Device แล้วเลือก Apps
  3. จากนั้นเราจะเข้ามายังหน้า Apps โดยในหน้านี้จะมี 3 Tab เมนูให้เราได้เลือก เช่น Downloaded, Running, All ในการเปลี่ยน Tab เมนูนั้นให้เรา Swipe หน้าจอไปทางขวา โดยในขั้นตอนนี้จะให้เราเข้าไปที่ Tab เมนู Downloaded หลังจากนั้นให้เลือกที่แอพพิเคชั่น Google Play Services

03_touching_google_play_services

ขอขอบคุณรูปภาพจาก www.howtogeek.com

  1. ในขั้นตอนต่อมาเราจะเข้ามายังหน้า App info ของ Google Play Services โดยจะให้เรากดที่คำว่า Manager space แล้วเราจะเข้ามายังหน้า Google Play Services Storage ใหเรากดปุ่ม Manage Search data
  2. จากนั้นเราจะเข้ามายังหน้า Search Data ในหน้านี้จะมีแอพพิเคชั่นต่างๆ ให้เราได้เลือก พร้อมกับ แสดงขนาดของข้อมูลที่เราได้ใช้งานไป โดยจะให้เรากดเข้าไปที่แอพพิเคชั่นที่เราต้องการลบข้อมูล จากนั้นเราจะได้เข้ามายังหน้า App info ของแอพพิเคชั่นนั้น จากนั้นให้กดปุ่ม Clear data เพื่อทำการลบข้อมูลต่างๆออก ต่อมาจะมีกรอบแสดงขึ้นมา เพื่อให้เรายืนยันการ Clear data โดยให้เราทำการกดปุ่ม OK เพื่อยืนยัน
  3. เมื่อทำขั้นตอนการ Clear data เสร็จแล้ว ให้เราไปกดที่ปุ่ม Clear cache ทางด้านล่าง เพื่อลบไฟล์ cache

08_touching_clear_cache

ขอขอบคุณรูปภาพจาก www.howtogeek.com

ในส่วนของบาง แอพพิเคชั่น ยกตัวอย่างเช่น Google Drive นั้นได้ทำการ Integrate พื้นที่ในการเก็บไฟล์เข้าไปยังเครื่องของเราด้วย โดยเรานั้นสามารถที่จะเข้าไปกดที่ปุ่ม Clear ในหัวข้อ Local Drive Storage ในหน้า Google Play Services Storage ได้

Apple ,อัพเดต, iOS 8.3,,

Apple ปล่อยอัพเดต iOS 8.3 ให้อุปกรณ์ที่รัน iOS 8 ทุกรุ่น

Apple เปิดตัวอัพเดต iOS 8.3 ให้กับผู้ใช้งานอย่างเป็นทางการ ให้กับ iPhone ทุกรุ่นที่รัน iOS 8 หรือตั้งแต่ Apple iPhone 4s , Apple iPhone 5, Apple iPhone 5c,Apple iPhone 5s, Apple iPhone 6 และ iPhone 6 Plus รวมถึง iPads เกือบทุกรุ่น โดยอัพเดตเวอร์ชันนี้มีการปรับปรุงประสิทธิภาพความเร็วเป็นอย่างมาก เปิดแอพเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

อ่านเพิ่มเติม

การเก็บรูปภาพแบบ Video Record บนระบบปฎิบัติการ Android และ iOS

 

การเก็บรูปภาพแบบ Video Record บนระบบปฎิบัติการ Android และ iOS

            ที่ผ่านมาเราได้นำเสนอขั้นตอนในการ Video Record หน้าจอในส่วนของระบบปฏิบัติการ Windows OS X และ Linux กันมาแล้ว ในครั้งนี้เราจะมานำเสนอในส่วนของวิธีการ Record หน้าจอ Video บนอุปกรณ์พกพาที่ทำงานบนระบบปฎิบัติการแบบ Android และ iOS กันบ้างนะครับ โดยวิธีการ Record หน้าจอบนระบบปฎิบัติการบน Android และ iOS นั้น ถือว่าเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกสบายแก่เรา เช่น เพื่อ่นๆบางคนนั้นเล่นเกมส์ใดเกมส์หนึ่งไม่ผ่านสักทีหรือสับสนกับการใช้งานโปรแกรมต่างๆ เราก็อาจจะไปขอให้เพื่อนๆของเรา หรือตัวเราเองก็ได้ ทำการ Record วิธีการต่างๆนาๆไม่ว่าจะเป็นในส่วนของเกมส์หรือการใช้งานโปรแกรมก็ได้ ในรูปแบบของ Video และทำการส่งไปให้เพื่อนๆของเราได้ด้วย ไม่ก็เราอาจจะทำการ Upload ไฟล์ Video นั้นไปยัง Youtube หรือ เว็บโพส Video ต่างๆเพื่อแบ่งปันให้คนอื่นได้รับชมกันอีกด้วย

ระบบปฎิบัติการ Android

                ระบบปฎิบัติการแบบ Android ได้เปิดให้เราได้ทำการ Record หน้าจออุปกรณ์ของเราโดยไฟล์ที่เราจะได้จากการ Record นั้นจะอยู่ในรูปแบบของ Mp4 โดยที่ Feature ตัวนี้นั้นจะอยู่ในระบบปฎิบัติการแบบ Android 4.4 และยังมีอยู่บน Android 5 อีกด้วย โดยวิธีการในการตั้งค่าของเรานั้นจะต้องเชื่อมต่ออุปกรณ์ของเราเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยผ่านทาง USB ก่อนนะครับ หลังจากนั้นให้ทำการติดตั้งโปรแกรม Android Debug Bridge (ADB) โดยโปรแกรมตัวนี้นั้นจะไม่สามารถเปิดใช้งานได้ด้วยตัวเอง เราจะต้องทำการสั่งให้ตัวโปรแกรม Android Debug Bridge (ADB) ทำงานผ่านทาง Command prompt เพื่อเปิดการใช้งานขึ้นมา โดยมีขั้นตอนง่ายๆแค่ 2 ขั้นตอนดังนี้

  1. เชื่อมต่ออุปกรณ์ของเราเข้ากับ Windows, OS X, Linux หรือ PC ผ่านทาง USB Cable
  2. จากนั้นให้เข้าไปยัง Command prompt แล้วพิมพ์คำสั่ง adb shell screenrecord

ximg_5495fccd0d14e.png.pagespeed.ic.XTsxTzTR7f

ขอขอบคุณรูปภาพจาก www.howtogeek.com

ระบบปฎิบัติการ iOS

                ในส่วนของในระบบปฎิบัติการ iOS ในการ Record หน้าจอแบบ Video นั้น ผู้ใช้งานจำเป็นที่จะต้องใช้งานควบคู่ไปกับเครื่อง Mac ทีทำงานอยู่บนระบบปฎิบัติการแบบ OS X Yosemite ไปด้วย และ iPhone, iPad หรือ iPod Touch ของเรานั้นจำเป็นที่จะต้องใช้งานในระบบปฎิบัติการแบบ iOS เวอร์ชั่น 8 หรือสูงกว่านั้น โดยวิธีการ Record นั้นเราจะต้อง Record ผ่านทาง Quicktime บนเครื่อง Mac นั้นเองครับ โดยมีขั้นตอนง่ายๆ คือ เลือกที่เมนู File> เลือก New Screen Recording โดยเราอาจจะกดที่ลูกศรลง เพื่อทำการ Connect ตัวอุปกรณ์ที่เราจะทำการเชื่อมต่อเข้ากับเครื่องของเรา หรือ ทำการปรับแต่ง Quality ของตัว Video ได้นั้นเองครับ

ximg_5446eac1a56fa.png.pagespeed.ic.II8F4GiHMy

ขอขอบคุณรูปภาพจาก www.howtogeek.com

การเก็บภาพในรูปแบบ Video Record บนระบบปฎิบัติการแบบWindows ,OS X และ Linux

 

การเก็บภาพในรูปแบบ Video Record บนระบบปฎิบัติการแบบWindows ,OS X และ Linux

            การ Screenshots ถือว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของการจับภาพหน้าจอของระบบปฎิบัติการต่างๆ ของเรา แต่ในการที่จะเกบ็ภาพแบบ Screenshots นั้นจะเป็นเพียงแค่การเก็บภาพแบบธรรมดา นั้นคงทำให้บางคนอาจต้องการอะไรที่มากกว่าการจับภาพแบบธรรมดา ซึ่งบางคนอาจจะต้องการเก็บภาพแบบที่มีการเคลื่อนไหวบนหน้าจอของเราด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น การเก็บภาพแบบ Video นั้นเอง โดยวิธีการนี้จะเหมาะมากโดยเฉพาะคนที่ความชำนาญในการใช้งานของระบบปฎิบัติการต่างๆ เช่น Window, OS X และ Linux โดยที่เราสามารถสอนวิธีการตั้งค่าของระบบปฎิบัติการใดๆก็ได้ หรือ การตั้งค่าการใช้งานของโปรแกรม และ แอพพิเคชั่นตัวใดตัวหนึ่งบนระบบปฎิบัติการของเราได้รวมไปถึงเรายังสามารถ Upload ไฟล์ Video เข้าไปยังเว็บ Youtube หรือ Email ให้เพื่อนๆของเราได้ดูกันอีกด้วย สำหรับวิธีการเก็บภาพแบบ Video นั้น เราจะมีขั้นตอนง่ายๆให้ดูกันนะครับ ทั้งในระบบปฎิบัติการของ Windows OS X และ Linux

ระบบปฎิบัติการ Windows

                บนระบบปฎิบัติการแบบ Windows นั้นจะไม่มีการติดตั้งพวกเครื่องมือใดๆเลย ในการเก็บภาพหน้าจอของเราในรูปแบบ Video มาให้เราใช้งานกัน เพราะฉะนั้นเราจึงต้องทำการติดตั้งโปรแกรมภายนอกต่างๆเพิ่ม เพื่อใช้ในการ Record โดยที่เราอาจจะติดตั้งโปรแกรมอย่างเช่น Junkware มาใช้งาน และเราก็มีอีก 2 โปรแกรมดีๆมาแนะนำให้เพื่อนๆได้ลองใช้งานกันดูนะครับ นั้นก็คือ โปรแกรม VLC และ โปรแกรม OBS (Open Broadcaster Software) ทั้ง 2 โปรแกรมนี้เป็นโปรแกรมแบบ Open-Source ที่เราสามารถที่จะใช้ในการ Record หน้าจอของเราในรูปแบบ Video นั้นเอง

ximg_5495fd6767803.png.pagespeed.ic.fGwRuA8pzM

ขอขอบคุณรูปภาพจาก http://www.howtogeek.com

 

ระบบปฎิบัติการ Mac OS X

                ผู้ที่ใช้งานระบบปฎิบัติการแบบ Mac OS X นั้นจะสบายกว่าบนระบบปฎิบัติการอื่น เพราะทาง Apple ได้ทำการใส่เครื่องมือการเก็บภาพหน้าจอของเราแบบ Video ได้ เครื่องมือที่จะนำมาใช้ก็คือ แอพพิเคชั่นอย่าง Quicktime นั้นเองครับ โดยวิธีการใช้งานนั้นก็ง่ายแสนง่าย โดยมีขั้นตอนดังนี้

  1. เข้าไปที่แอพพิเคชั่น Quicktime หรือกดที่ปุ่ม Command + Space เพื่อทำการเปิด Spotlight ขึ้นมา
  2. ค้นหาคำว่า Quicktime จากนั้นเปิดแอพพิเคชั่นดังกล่าว
  3. เลือกที่เมนู File>New Screen Recording โดยที่เราอาจจะกดที่ลูกศรลงเพื่อตั้งค่าให้การ Record ของเรานั้นทำการอัดเสียงผ่านทาง Microphone ของเราได้ด้วย

ximg_5495fd0da12be.png.pagespeed.ic.viP3Gbov2h

ขอขอบคุณรูปภาพจาก http://www.howtogeek.com

ระบบปฎิบัติการ Linux

                ในส่วนของระบบปฎบิติการ Linux นั้นเราก็สามารถที่จะเลือกใช้โปรแกรม Record อย่าง RecordMyDesktop ได้โดยในวิธีการใช้งานนั้นก็ไม่ยาก มีขั้นตอนดังนี้

  1. เปิดโปรแกรม RecordMyDesktop ขึ้นมา>จากนั้นเราสามารถที่จะปรับ Quality ของตัว Video ที่เราจะทำการ Record ได้
  2. โดยในโปรแกรมนี้นั้นเราสามารถปรับ Record ได้ โดยอาจจะเก็บภาพทั้งหน้าจอ หรือ จุดที่เรากำหนดเองได้ครับ

ซึ่งหากเราต้องการโปรแกรมที่มีประสิทธิภาพต่างๆมากกว่านี้ เราก็อาจจะเลือกโปรแกรมอย่าง Open Broadcaster Software (OBS)โดยเป็นโปรแกรมที่สามารถรองรับการใช้งานได้ทั้งในระบบปฎิบัติการ Windows Mac OS X และ Linux

ximg_5496014f1f58b.png.pagespeed.ic.LNfZ_E0r1b

ขอขอบคุณรูปภาพจาก http://www.howtogeek.com

ง่ายๆกับการเพิ่ม Shortcuts ของแอพพิเคชั่นเข้าไปยัง Status Bar บน Android

 

ง่ายๆกับการเพิ่ม Shortcuts ของแอพพิเคชั่นเข้าไปยัง Status Bar บน Android

            บนหน้าจอ Home Screen บนระบบปฎิบัติการ Android นั้น ของบางคนอาจจะมีแอพพิเคชั่นต่างๆ ที่ได้จากการ Install ลงไปมากมาย หากเราต้องการที่จะเปิดแอพพิเคชั่นที่เราต้องการใช้งานนั้นเราต้องทำการ Slide หน้าจอเพื่อค้นหาแอพพิเคชั่นนั้นอีกครั้ง ถ้าเราทำการติดตั้งแอพพิเคชั่นเยอะๆ นั้นก็อาจทำให้เสียเวลาในการค้นหาไปอย่างไร้ประโยชน์ แต่ในวันนี้เรามีอีกวิธีการหนึ่งที่จะใช้งานแอพพิเคชั่นแบบง่ายๆ มาฝากกันนะครับ โดยวิธีนี้จะเป็นการเพิ่มตัว Shortcuts ของแอพพิเคชั่นที่เราได้ใช้งานบ่อยๆเข้าไปยัง Status Bar โดยที่เราไม่ต้องทำการ Slide เปลี่ยนหน้าหลายๆหน้า ในการค้นหาแอพพิเคชั่นนั้นให้เสียเวลาไปเปล่าประโยชน์อีกด้วย สำหรับขั้นตอนในการตั้งค่านั้นเราจำเป็นที่จะต้องใช้งานแอพพิเคชั่นอย่าง Bar Launcher ด้วย โดยมีขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้

 

การติดตั้งแอพพิเคชั่น Bar Launcher

  1. ให้เราทำการเข้าไปที่ Play Store แล้วกดที่ปุ่ม Search จากนั้นค้นหาคำว่า Bar Launcher
  2. เมื่อค้นหาแอพพิเคชั่น Bar Launcher พบแล้วให้เรากดปุ่ม Install ทันทีเมื่อเรา Install เสร็จเรียบร้อยแล้วให้เปิดแอพพิเคชั่น Bar Launcher ขึ้นมา02_installing_bar_launcherขอขอบคุณรูปภาพจาก http://www.howtogeek.com

    ขั้นตอนในการเพิ่ม Shortcuts ของแอพพิเคชั่นเข้าไปยัง Status Bar

    1. ในการเพิ่ม Shortcuts แอพพิเคชั่นเข้าไปที่ Status Bar นั้นให้เราเข้าไปที่แอพพิเคชั่นดังกล่าว แล้วกดที่เครื่องหมาย + ที่อยู่ตรงด้านขวาล่างของหน้าจอ
    2. หลังจากนั้นเราจะได้เข้ามายังหน้า Add App ที่จะให้เราทำการเลือกแอพพิเคชั่นที่เราต้องการจะใส่เข้าไปยัง Notification Bar ได้ตามที่เราต้องการ และเมื่อเรากดที่แอพพิเคชั่นเราจะกลับมายังหน้า Bar Launcher อีกครั้ง ถ้าเราต้องการที่จะเพิ่ม Shortcuts ของแอพพิเคชั่นเข้าไปอีก ก็แค่กดที่เครื่องหมาย + อีกครั้งแค่นั้นเองครับโดยที่เราสามารถจัดเรียงให้แอพพิเคชั่นที่เราใช้บ่อยๆให้อยู่ในตำแหน่งแรกได้ โดยทำการกดที่แอพพิเคชั่นนั้นค้างไว้และเลื่อนขึ้นลงเพื่อทำการสลับตำแหน่งได้ตามที่เราต้องการ หรือเราต้องการลบแอพพิเคชั่นนั้นออกก็ได้โดยทำการ Slide แอพพิเคชั่นที่ต้องการลบไปทางด้านซ้าน ขวา
    3. หลังจากเราทำการตั้งค่าต่างๆเสร็จเรียบร้อยแล้วให้เราเปิดการใช้งานของ Bar Launcher โดยทัชที่ปุ่มคำว่า OFF/ON ที่อยู่ทางด้านบนให้เป็น ON
    4. กลับไปยังหน้าของ Home Screen โดยทำการกดที่ปุ่ม Home

    หลังจากเราทำการ Swipe down หน้าจอที่อยู่ทางด้านซ้ายของ Status Bar เราก็จะได้พบกับแอพพิเคชั่นที่เราได้เลือกผ่านทางแอพพิเคชั่นของ Bar Launcher แสดงขึ้นมาให้เห็นนั้นเองครับ หรือ ในสำหรับบางท่านที่ต้องการสร้าง Group เพื่อทำการแบ่งแอพพิเคชั่นในการใช้งานก็สามารถที่จะทำได้โดย เข้าไปตั้งค่าในส่วนของ Setting ของตัวแอพพิเคชั่น Bar Launcher ได้ในภายหลังอีกด้วย07_adding_chrome

    ขอขอบคุณรูปภาพจาก http://www.howtogeek.com

ทำอย่างไรที่สามารถ Block Facebook Notifications บน Smartphone ของเรา

ทำอย่างไรที่สามารถ Block Facebook Notifications บน Smartphone ของเรา

โดยในการแจ้งเตือนต่างๆ ของแอพพิเคชั่นอย่าง Facebook นั้นจากที่เราได้กล่าวไปนั้นจะมีรูปแบบของการแจ้งที่หลายแบบ โดยจะขึ้นอยู่กับเราใช้งานนั้นเอง ซึ่งหากเราเข้าใช้งานโดยผ่านทาง Web Browser นั้นก็จะเป็นรูปแบบหนึ่ง หรือ จะเป็นการที่เราเข้าใช้งานผ่านทางตัวแอพพิเคชั่นนั้นก็จะเป็นการแจ้งเตือนอีกหนึ่งรูปแบบนั้นเอง โดยในวันนี้เราจะพาทุกๆ ท่านไปดูการ Block การแจ้งเตือนต่างๆ บน Facebook ผ่านทางแอพิคชั่นกันครับ โดยในขั้นตอนนี้นั้นจะเป็นการ Block การแจ้งเตือนต่างๆ เหล่านั้นโดยตรงนั้นเองครับ

65 ทำอย่างไรที่สามารถ Block Facebook Notifications บน Smartphone ของเรา 1ขอบคุณรูปจาก iphonefaq

การ Block Facebook Notifications บน Android

โดยขั้นตอนดังตัวอย่างนี้นั้นราจะทำการ Block Facebook Notifications บน Android ในเวอร์ชั่น Lollipop โดยในการปิดนั้นให้เราเข้าไปที่เมนู Settings > Sound & notification > App notifications > ต่อมาให้เราเลือกที่แอพพิเคชั่น Facebook บน Android ของเรา > จากนั้นเราจะเข้ามายังแอพิเคชั่น Facebook และให้เราเปิดการใช้งานของคำว่า Block นั้นเอง

65 ทำอย่างไรที่สามารถ Block Facebook Notifications บน Smartphone ของเรา 2ขอบคุณรูปจาก iphonefaq

การ Block Facebook Notifications บน iOS

สำหรับในการ Block Facebook Notifications บน iOS นั้น โดยไม่ว่าเวอร์ชั่นของระบบปฏิบัติการ iOS ของเรานั้นจะเป็นเวอร์ชั่นใหนก็มีขั้นตอนที่ใกล้เคียงกัน โดยมีขั้นตอนดังนี้ Settings > Notifications > จากนั้นให้เราเลือกที่แอพพิเคชั่น Facebook > โดยในหน้านี้เราจะสามารถทำการปรับแต่งการแจ้งเตือน หรือ จะปิดการแจ้งเตือนต่างๆ โดยจะมีตัวเลือกให้เราเลือกอย่าง การปิดเปิดเสียงของเราแจ้งเตือน หรือ การแจ้งเตือนแบบ banners หรือ การแจ้งเตือนแบบ alerts และ ในกรณีที่เราไม่ต้องการให้มีการแจ้งเตือนแสดงขึ้นมานั้นให้เราปิดการใช้งานของช่อง Allow Notifications ได้นั้นเอง

 

ทำอย่างไรถึงไม่ให้มีการแจ้งเตือนอย่าง Birthday บน Facebook ของเรา

ทำอย่างไรถึงไม่ให้มีการแจ้งเตือนอย่าง Birthday บน Facebook ของเรา

โดยหลายๆ คนที่ใช้งานเว็บ Social ขนาดใหญ่อย่าง Facebook นั้น เพื่อนๆ อาจจะเคยพบเห็นการแจ้งเตือนสิ่งๆ ต่างๆ บน Facebook กันแน่นอนครับ โดยในบางครั้การแจ้งเตือนต่างๆ บน Facebook นั้นก็สามารถทำให้เราเบื่อขึ้นมาก็ได้ครับ เพราะในการแจ้งเตือนนั้นจะทำการแจ้งเตือนๆ ทุกๆ อย่างที่อยู่บน Facebook นั้นเอง อย่างการ Update Status หรือ Birthday อีกด้วยครับ หากเรามีเพื่อนเยอะๆ นั้นการแจ้งเตือนอย่าง Birthday นั้นก็มีจะมีมเพิ่มมากขึ้นไปอีกด้วย แต่ก็ถือว่าเป็นความโชคดีมาที่เราเราสามารถทำการ block การแจ้งเตือนอย่าออก Birthday นี้ออกไปได้ครับ โดยการ Block นั้นเราจะสามารถ Block ได้ทั้งหมด 3 แบบ อย่างการ Block ผ่านทางตัวแอพพิเชั่นบน iOS หรือ Android ของเรา หรือ จะเป็นการตั้งค่าผ่านทางหน้าเว็บไซต์ก็ได้ โดยมีขั้นตอนดังนี้

การตั้งค่า Notification Account Facebook

โดยในขั้นตอนนี้นั้นจะเป็นการตั้งค่าผ่านทางหน้าเว็บไซต์ของทั้ง 3 แบบ อย่าง บนระบบปฏิบัติการทั้งแบบ Android และ บน iOS นั้นเอง และ ผ่านทางหน้าเว็บไซต์ หรือ Browser นั้นเอง โดยทั้ง 3 แบบนั้นจะมีลักษณะการตั้งค่าที่คล้ายกันแต่อาจจะแตกต่างไปในส่วนของหน้าตาของการแสดงผลนั้นเอง โดยมีขั้รตอนดังนี้

การตั้งค่าบน iOS

aขอบคุณรูปจาก WIki

ในการตั้งค่าบน iOS นั้นให้เราเข้าไปที่เมนู Setting (โดยจะเป็นเครื่องหมายขีด 3 ขีด) > จากนั้นเลือกที่ Notification

การตั้งค่าบน Android

aaขอบคุณรูปจาก WIki

ในการตั้งค่าบน iOS ให้เราเข้าไปที่เมนู Setting (โดยจะเป็นเครื่องหมายขีด 3 ขีด) > จากนั้นเลือกที่ Notification

การตั้งค่าผ่านทางเว็บไซต์

aaaขอบคุณรูปจาก WIki

สำหรับการตั้งค่าผ่านทางเว็บไซต์ นั้นจะมีหน้าตาที่แตกต่างไปจากบนแอพพิเคชั่น โดยเมื่อเรา Login เจ้าใช้งานจากนั้นให้เราเข้าไปที่เมนู Setting (โดยจะเป็นเครื่องหมาย dropdown ทางด้านขวาของหน้าจอ) > จากนั้นเลือกที่ Notification

aaaaasขอบคุณรูปจาก WIki

หลังจากเราได้ทราบวิธีการเข้าไปยังเมนู Setting ของทั้ง 3 แบบนั้นไปแล้ว โดยทั้ง 3 แบบจะเข้ามายังหน้าจอ Notification จากนั้นให้เราดูที่หัวข้อ What You Get Notified About โดยในหน้านี้เราสามารถตั้งค่า activity ของการแจ้งเตือนต่างๆ ได้

asdsaขอบคุณรูปจาก WIki

ในกรณที่เราต้องการที่จะตั้งค่าต่างๆ หรือ การ Block การแจ้งการเตือน Birthday ของเรานั้น ให้เรากดปุ่ม Edit หลังคำว่า Birthday จากนั้นเลือกที่คำว่า Off

sasaขอบคุณรูปจาก WIki

โดยในการแจ้งเตือนนั้นจะมีการแจ้งเตือนที่เป็นแบบ Group ด้วย ซึ่งหากเราเข้าไปอยู่ใร Group ใดๆ นั้นก็จะมีกาแจ้งเตือนให้เรานั้นเอง โดยเราสามารถทำการ Block การแจ้งเตือนบน Group ได้ครับ โดยให้เราเลื่อนลงไปที่เมนู Group activity จากนั้นทำการ เปิด/ปิด การแจ้งเตือน หรือ จะทำการกำหนดการแจ้งเตือนของ Group ต่างๆ เหล่านั้นตามที่เราต้องการได้

 

 

 

 

ปรับแต่งหน้าจอ Notifications บน iPhone และ iPad ของเราได้เอง

ปรับแต่งหน้าจอ Notifications บน iPhone และ iPad ของเราได้เอง

Notifications เป็นอีกหนึ่งหน้าจอบนระบบปฏิบัติการแบบ iOS ของเรา โดยในหน้าจออย่าง Notifications นั้นหลายๆ ท่านคงจะพอเข้าใจอยู่แล้วว่าจะเป็นการแจ้งเตือน หรือ ความเคลื่อนใหวต่างๆ ของแอพพิเคชั่นต่างๆ ในเครื่องของเรานั้นเอง แต่ก็มีน้อยคนนักที่จะทราบว่าในหน้าจอ Notifications นี้นั้นเราสามารถเข้าไปปรับแต่งการแจ้งเตือนต่างๆ ได้นั้นเองครับ โดยเพื่อนๆ คนใหนที่อยากทราบว่าเราจะสามารถทำการปรับแต่งอะไรได้บ้างบนหน้าจอ Notifications นี้นั้นเราไปชมกันเลยดีกว่าครับ

63 ปรับแต่งหน้าจอ Notifications บน iPhone และ iPad ของเราได้เอง 1ขอบคุณรูปจาก wikihow

การลบการแจ้งเตือนบนหน้า Notifications

โดยในการลบการแจ้งเตือนต่างๆ บนหน้า Notifications นั้นเราจะสามารถลบได้ 2 แบบ อย่าง แบบ Group และ แบบการลบเฉพาะที่เราต้องการลบนั้นเอง โดยในการลบการแจ้งเตือนแบบ Group เราสามารถกดที่เครื่องหมาย X ทางด้านขวาของ Group นั้นได้นั้นเอง หรือการลบการแจ้งเตือนเฉพาะอันที่เราต้องการนั้นจะเป็นการที่เรากดเครื่องหมาย X ทางด้านหลังของการแจ้งเตือนนั้นๆ นั้นเอง

 ตั้งค่า Notifications บน iOS

สำหรับในการตั้งค่าในหน้าจอ Notifications นั้นจะเป็นการปรับแต่งในส่วนของการแสดงผลนั้นเอง โดยในการตั้งค่านั้นจะเป็นการเปิดปิดการแสดงผลของตัวแอพิเคชั่นเหล่านั้นนั้นเอง หรือ จะเป็นการปรับแต่งในส่วนของจำนวนของการแสดงผลการแจ้งเตือนของแอพิเคชั่นนั้นๆ รวมไปถึงการปรับเปลี่ยนการแจ้งเตือนโดยให้แสดงผลบนแอพิเคชั่นนั้นๆ เอง อย่าง Badge App นั้นเอง อีกทั้งเรายังสามารถทำการปรับแต่งการอจ้งเตือนในหัวข้ออย่าง Alert Style ได้ โดยในการปรับแต่งในส่วนของ Alert Style When นี้นั้นจะเป็นการแจ้งเตือนในหน้า Unlock บนเครื่องเรานั้นเอง ซึ่งจะมีให้เราเลือกทั้งแบบ การแจ้งเตือนแบบกรอบบริเวณกลางหน้าจอ และ แบบการแจ้งเตือนทางด้านบนของหน้าจอของเรา นั้นเอง

Force Touch,iPhone 6s ,นิ้วสัมผัส,จอภาพ,

Force Touch ใน iPhone รุ่นใหม่ สามารถระบุขนาดพื้นที่นิ้วสัมผัสบนจอภาพได้

นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ KGI นาย Ming-Chi Kuo ซึ่งมีข่าวและข้อมูลที่น่าเชื่อถือถูกต้องเสมอ ล่าสุดได้บอกกับกับนักลงทุนว่า iPhone รุ่นต่อไปจะใส่เทคโนโลยีเซ็นเซอร์ Force Touch ไว้ใต้แบ็คไลท์และเป็นไปได้มากที่ Apple จะเรียก iPhone รุ่นต่อไปว่า “iPhone 7” มากกว่า iPhone 6s

อ่านเพิ่มเติม

ทำอย่างไรให้ Shortcuts แอพพิเคชั่นที่ Install จาก Play Store ไม่แสดงบน Home Screen

ทำอย่างไรให้ Shortcuts แอพพิเคชั่นที่ Install จาก Play Store ไม่แสดงบน Home Screen

โดยปรกตินั้นหากเราทำการติดตั้งตัวแอพพิเคชั่นต่างๆ ผ่านทาง Google Play Store นั้น ตัว Shortcuts ของแอพพิเคชั่นที่เราได้ทำการติดตั้งนั้นจะแสดงตัว Shortcuts ให้เราเลยบนหน้า Home Screen นั้นเอง โดยวิธีนี้นับว่าเป็นอีกหนึ่งวิธีที่เราไม่ต้องเข้าไปหาตัว Shortcuts ของแอพิเคชั่นนั้นๆ ในเครื่องของเราอีกครั้งนั้นเอง แต่ในบางคนที่ไม่ชอบให้มีหน้าของแอพิเคชั่นต่างๆ หลายๆ หน้านั้น อาจจะเลือกลบตัว Shortcuts ของแอพพิเคชั่นต่างๆ ที่เราได้ทำการติดตั้งลงไปในเครื่องของเราออกได้ครับ โดยขั้นตอนในการลบ Shortcuts ของแอพพิเคชั่นที่เราได้ทำการติดตั้งผ่านทาง Google Play Store มีขั้นตอนดังนี้

ทำอย่างไรให้ Shortcuts แอพพิเคชั่นที่ Install จาก Play Store ไม่แสดงบน Home Screen  1

ขอบคุณรูปจาก dottech

  • โดยเริ่มแรกให้เราเปิดแอพพิเคชั่น Google Play Store ขึ้นมา
  • จากนั้นให้เรากดเข้าไปที่ Tab menu ของตัว Play Store (โดยตัวเมนูนั้นจะมีเครื่องหมายเป็นรูปขีด 3 ขีดทางด้านซ้ายของหน้าจอ)
  • ต่อมาให้เราเลือกที่เมนู Settings
  • ขั้นตอนต่อมาเราจะเข้ามายังหน้าเมนู Settings ให้เราดูที่หัวข้อ General จากนั้นให้นำเครื่องหมายถูกที่ช่อง Add icon to Home screen ออก จากนั้นเมื่อเราทำการ Install แอพพิเคชั่นต่างๆ ผ่านทาง Google Play Store ไปแล้วนั้น Shortcuts ของแอพพิเคชั่นต่างๆ นั้นก็จะไม่แสดงที่หน้า Home Screen ของเราอีกแล้ว

โดยถ้าเพื่อนๆ ต้องการให้ Shortcuts ของแอพพิเคชั่นที่เราได้ทำการติดตั้งไปแสดงบนหน้าจอ Home Screen เหมือนเดิมเราก็ติ๊กเครื่องถูกที่ช่อง Add icon to Home screen กลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกครั้งนั้นเอง

ตรวจเช็คขนาดของไฟล์ต่างๆ บน Android ง่ายๆ กับ Memory Map

ตรวจเช็คขนาดของไฟล์ต่างๆ บน Android ง่ายๆ กับ Memory Map

ในปัจจุบันนี้นั้นโทรศัพท์ที่เราใช้งานกันอยู่ในทุกๆ วันนี้นั้นต่างก็มีความสามารถที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งการถ่ายรูป การดาวน์โหลดไฟล์ต่างๆ อย่าง เพลง หนัง คลิป หรือ ไฟล์ประเภทหนังสือได้นั้นเองครับ ซึ่งหากเราทำการดาวนโหลดไฟล์ต่างเหล่านี้นั้นเยอะ ก็แน่นอนว่าพื้นที่ภายในเครื่องโทรศัพท์ของเรานั้นก็อาจจะเต็มได้นั้นเองครับ และการที่เราจะทำการตรวจสอบขนาดของพิ้นภายในเครื่อง Android ของเรานั้นก็เป็นเรื่องยากมาโดยเราจะไม่ทราบได้เลยว่าขนาดพิ้นที่ของเรานั้นจะมีขนาดของไฟล์ใดขนาดเท่าไรบ้างนั้นเองจครับ แต่ในวันนี้เรามีแอพพิเคชั่นตัวหนึ่งที่สามารถบอกเราได้ว่าไฟล์ต่างๆ ภายในเครื่องของเรานั้นใช้พื้นที่ภายในเครื่องของเราไปมากน้อยเพียงใหนกันครับ อีกทั้งตัวโปรแกรมยังแสดง Location ของไฟล์ต่างๆ เหล่านั้นให้เราได้ทราบอีกด้วย โดยแอพพิเคชั่นตัวนี้มีชื่อว่า Memory Map นั้นเอง จากนี้เราจะไปดูกันครับว่าแอพพิเคชั่น Memory Map ตัวนี้จะมีประสิทธิภาพอะไรให้เราได้ใช้งานกันบ้าง

การใช้งานของแอพพิเคชั่น Memory Map

31 วิธีตรวจสอบขนาดของไฟล์ต่างๆ บนระบบปฏิบัติการ Android ของเรา 1หากเราเปิดแอพพิเคชั่น Memory Map ขึ้นมา ระบบจะทำการ analyzed พื้นที่ภายในเครื่องของเราก่อนแบบอัตโนมัติ

31 วิธีตรวจสอบขนาดของไฟล์ต่างๆ บนระบบปฏิบัติการ Android ของเรา 2

เมื่อระบบทำการ analyzedพื้นที่เรียบร้อยแอพพิเคชั่นจะแสดงขนาดพื้นของไฟล์ต่างๆ ภายในเครื่องของเรา ซึ่งจะแยกไฟล์ต่างๆ ให้เราได้ดูได้ง่ายๆ มาก

31 วิธีตรวจสอบขนาดของไฟล์ต่างๆ บนระบบปฏิบัติการ Android ของเรา 3

ซึ่งเราสามารถเลือก Zoom เข้าไปยังไฟล์ต่างๆ เพื่อดูรายละเอียดได้

31 วิธีตรวจสอบขนาดของไฟล์ต่างๆ บนระบบปฏิบัติการ Android ของเรา 4โดยในการแสดงผลนั้นเราสามารถเปลี่ยนแปลงรูปแบบของการแสดงผลได้

31 วิธีตรวจสอบขนาดของไฟล์ต่างๆ บนระบบปฏิบัติการ Android ของเรา 5สำหรับบางเครื่องที่มีไฟล์เยอะมากเราอาจจะเลือกใช้ search box เพื่อทำการค้นหาไฟล์ต่างๆ และที่อยู่ของไฟล์นั้นๆ ได้ เช่น ไฟล์เพลงภายในเครื่องของเราอาจจะเยอะเกินไป เราสามารถพิมพ์คำว่า mp3 ลงไปยังช่อง search box ได้ โดยในการแสดงผลนั้นจะแสดงไฟล์ MP 3 ทั้งหมดในเครื่องของเราเลย โดยจะเรียงจากไฟล์ที่มีขนาดใหญ่สุดเป็นไฟล์แรก

สำหรับข้อเสียของแอพพิเคชั่น Memory Map ตัวนี้นั้นก็มีครับ โดยตัวโปรแกรมจะไม่รองรับให้เราทำการลบไฟล์ต่างๆ ผ่านทางแอพพิเคชั่น Memory Map ได้นั้นเอง โดยจะเป็นแอพพิเคชั่นประเภทแสดงผลให้เราได้ทราบเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

ขอบคุณรูปจาก Wikihow

 

เชื่อมต่อผ่านทางสัญญาณ Wireless หากสาย Cable ของเราเสียบน Android

เชื่อมต่อผ่านทางสัญญาณ Wireless หากสาย Cable ของเราเสียบน Android

หากเราจะทำการโอนไฟล์ต่างๆ ระหว่าง Android กับ PC นั้น การเลือกใช้สาย USB ก็ถือว่าเป็นทางเลือกหนึ่งที่ง่ายมาก แต่หากสาย USB ของเรานั้นเกิดเสียขึ้นมาเราอาจจะไม่รู้ว่าจะทำการเชื่อมต่อผ่านทางใหนเพื่อโอนไฟล์ต่างๆ นั้นเอง แต่ในวันนี้เรามีอีกหนึ่งวิธีที่สามารภแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ โดยการเลือกใช้การเชื่อมต่อผ่านทางสัญญาณ Wireless หรือ Wi-Fi ของเรานั้นเอง โดยในวันนี้เราจะพาทุกๆ ท่านไปดูกันว่าเราจะสามารถใช้งานอย่างสัญญาณ Wireless กับอุปกรณ์ Android ของเราอะไรได้บ้าง

เชื่อมต่อผ่านทางสัญญาณ Wireless หากสาย Cable ของเราเสียบน Android 1

ขอบคุณรูปจาก digitalinspiration

Wireless File Transfers

AirDroid เป็นอีกหนึ่ง Feature ตัวหนึ่งเข้ามาช่วยให้เราสามารถทำการโอนไฟล์ต่างๆ ระหว่างบน Android และ บนเครื่องคอมพิวเตอร์ได้นั้นเอง โดยลักษณะในการทำงานนั้นจะคล้ายกับของทาง Apple อย่าง iMessage ที่เรามารถ Forward ข้อความจาก iOS ไปยัง OS X ได้นั้นเอง โดยบน AirDroid นั้นจะมีตัวหนึ่งที่มีชื่อว่า file manager โดยฟังก์ชั่น file manager นี้เราจะสามารถทำการโอนไฟล์ต่างๆ ระหว่าง Android กับ PC ได้อีกด้วย

เชื่อมต่อผ่านทางสัญญาณ Wireless หากสาย Cable ของเราเสียบน Android 2

ขอบคุณรูปจาก androidtapp

เลือกใช้งาน Cloud Storage และแบบต่างๆ

การโอนไฟล์ผ่านทาง Cloud Storage นั้นก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่เราสามารถโอนไฟล์ระหว่าง Android กับ PC ได้นั้นเอง โดยเราอาจจะเลือกผู้ให้บริการ Cloud Storage อย่าง Dropbox, Google Drive, หรือ Microsoft’s OneDrive ได้นั้นเอง โดยแอพิเคชั่นอย่าง Dropbox ในปัจจุบันนี้นั้นจะทำการ Sync ข้อมูลของเราอย่างเช่น ไฟล์รูป หรือไฟล์ต่างๆ บนเครื่องของเราเข้าไปเก็บยัง Cloud Storage ได้แบบอัตโนมัติให้เราเองอีกด้วย ซึ่งถือว่าให้ความสะดวกกับเราเป็นอย่างมาก โดยที่เราไม่ต้องมานั่งเลือกอัพโหลดที่ละรูปหรือทีละไฟล์เองเลย

เชื่อมต่อผ่านทางสัญญาณ Wireless หากสาย Cable ของเราเสียบน Android 3

ขอบคุณรูปจาก amazon

เลือก Charge แบตเตอรี่ ผ่านทางสัญญาณ Wireless

โดยปรกตินั้นหากเราต้องการ Charge แบตเตอรี่ นั้นเราจำเป็นที่จะต้องเชื่อมต่อผ่านทางสาย Charge แบตเตอรี่ของเราโดยตรงนั้นเอง แต่ในปัจจุบันนี้นั้นเทคโนโลยีต่างๆ ได้ถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพที่เพิ่มมากขึ้น โดยเราสามารถทำการ Charge แบตเตอรี่ ผ่านทางสัญญาณแบบ Wirelessได้แล้ว โดยในการ Charge แบตเตอรี่ ผ่านทางสัญญาณ Wireless จะเป็นการเชื่อมต่อโดยผ่านทางตัว Dock นั้นเอง