คลังเก็บหมวดหมู่: รถยนต์

รถยนต์

สัญญาณเตือนรถเริ่มมีปัญหา

รถยนต์เป็นสิ่งสำคัญอย่างนึงในชีวิตประจำวันของใครหลายๆ คนไปแล้วนะคะ เพราะต้องใช้ในการไปยังสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นไปทำงาน ทำธุระหรือแมีแต่เดินทางไปท่องเที่ยวก็ยังต้องใช้รถยนต์ เพื่อความปลอดภัยในการเดินทางก็ควรจะดูแลสภาพรถให้ดีอยู่เสมอ วันนี้เรามาดูอาการเตือนเบื้องต้นเวลารถมีปัญหากันค่ะ

เครื่องยนต์

  • เครื่องร้อนเกินไป ขับแปปๆ ความร้อนสูงเร็วมาก
  • เครื่องเย็นเกินไป ขับตั้งนานเข็มวัดไม่กระดิก
  • เครื่องมีเสียงแปลกๆ ไม่เหมือนที่เคย

วิธีแก้ไข

ให้นำรถไปเข้าศูนย์บริการประจำยี่ห้อรถนั้นๆ ได้เลยค่ะเพราะเครื่องยนต์น่าจะมีปัญหาแล้วล่ะ

ยาง

  • ดอกยางตรงกลางล้อสึกมากกว่าบริเวณขอบล้อ แสดงว่าเติมลมมากเกินไป
  • ดอกยางขอบล้อสึกมากกว่ากลางล้อ แสดงว่าเติมลมน้อยเกินไป
  • ดอกยางสึกข้างใดข้างหนึ่ง แสดงว่ามุมตั้งของยางไม่ตรง
  • ดอกยางเป็นบั้งๆ เป็นไปได้ว่าแนวของยางไม่ขนานกับแนวเคลื่อนที่ของรถ

วิธีแก้ไข

ให้นำรถเข้าศูนย์เพื่อแก้ศูนย์ล้อใหม่ รวมไปถึงปรับลมยางใหม่ค่ะ

คลัตช์

  • คลัตช์ลื่นเข้าได้ไม่สนิท หรือเหยียบแล้วแต่เข้าเกียร์ยาก
  • คลัตช์มีเสียงดังเมื่อเหยียบ
  • แป้นคลัตช์มีการสั่นขึ้นๆ ลงๆ ตอนขับ

วิธีแก้ไข

ให้นำรถเข้าศูนย์เพื่อซ่อมช่วงล่าง

เกียร์

  • มีเสียงดังทั้งในตอนที่เกียร์ว่างอยู่ หรือเข้าเกียร์ใดเกียร์หนึ่ง
  • เปลี่ยนเกียร์ยาก เกิดการติดขัดขณะเปลี่ยนเกียร์อยู่บ่อยๆ
  • มีเสียงดังตอนกำลังเข้าเกียร์ ทั้งๆ ที่เหยียบคลั์ขณะจะเข้าเกียร์แล้ว
  • ห้องเกียร์มีน้ำหล่อลื่นไหลออกมา

วิธีแก้ไข

ให้นำรถเข้าศูนย์ซ่อมห้องเกียร์

พวงมาลัย

  • พวงมาลัยหนักกว่าปรกติ ต้องใช้แรงในการหมุนมากกว่าปรกติ
  • พวงมาลัยหลวมๆ มีระยะฟรีมากกว่าปรกติ
  • พวงมาลัยสั่นขระกำลังขับ

วิธีแก้ไข

นำเข้าศูนย์เพื่อเช็คพวงมาลัยและระบบบังคับล้อ

เบรก

  • เบรกลื่น เบรกไม่อยู่ ทั้งๆ ที่ไม่ได้ลุยน้ำ
  • เบรกแล้วรถปัด
  • แปนเบรกจมลึกทั้งๆ ที่ถอนเท้าออกแล้ว

วิธีแก้ไข

ให้นำรถเข้าศูนย์เพื่อซ่อมเบรกในทันที

เติมน้ำมันเบรกด้วยตัวเองอย่างง่าย

น้ำมันเบรกเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากของรถยนต์นะคะเพราะจะช่วยให้รถสามารถเบรกเพื่อหยุดหรือชะลอความเร็วได้ตามที่ต้องการ ดังนั้นก่อนจะเริ่มออกรถในแต่ละวันนั้นควรจะตรวจสอบน้ำมันเบรกให้อยู่ในระดับที่ดีอยู่เสมอๆ แต่ถ้าน้ำมันเบรกหมดเรามาเติมน้ำมันเบรกด้วยตัวเองง่ายๆ กันค่ะ

การเติมน้ำมันเบรก

  1. เปิดฝากระโปรงรถขึ้นมา
  2. มองหาถ้วยน้ำมันเบรกจะอยู่ติดกับตัวถังรถในส่วนที่ติดกับกระจก
  3. ให้ตรวจระดับของน้ำมันเบรกว่าอยู่ในระดับไหนแล้ว
  4. ถ้าระดับน้ำมันเบรก MAX ไม่ต้องเติมค่ะ แต่ถ้าอยู่ที่ MIN ก็ถึงเวลาจะต้องเติมน้ำมันเบรกแล้วค่ะ
  5. เติมน้ำมันเบรกให้ถึง MAX ห้ามเติมเกินโดยเด็ดขาด เพราะน้ำมันเบรกจะกระฉอกตอนเวลารถวิ่งได้ และถาโดนสีรถก็จะทำให้สีรถเสียหาย
  6. ก่อนเติมน้ำมันเบรกให้เช็ดทำความสะอาดฝาเปิด-ปิดเสียก่อนเพื่อป้องกันฝุ่นสกปรกต่างๆ ตกไปลงอาจจะทำให้ระบบเบรกเสียหายได้
  7. เติมน้ำมันเบรกลงไปในถ้วย
  8. ปิดฝาให้เรียบร้อย และอย่าลืมทำความสะอาดบริเวณฝาและถ้วยเติมน้ำมันเบรกด้วย

การตรวจสอบน้ำมันเบรกควรทำอยู่เป็นประจำนะคะอย่างน้อยก็ทุกๆ 3 วันเพราะน้ำมันเบรกจะลดลงทุกครั้งที่มีการใช้งานรถค่ะ

ล้อรถชนิดอัลลอยดูแลอย่างไรให้สวยงาม

ล้อรถเป็นหนึ่งในชิ้นส่วนของรถที่มีความสำคัญมากนะคะเพราะเป็นส่วนที่ช่วยให้รถสามารถวิ่งไปไหนต่อไหนได้ทุกหนทุกแห่ง นอกจากนี้ล้อรถยังสามารถตบแต่งให้สวยงามด้วยการเปลี่ยนล้อเป็นแบบชนิดอัลลอยด้วยล่ะค่ะ แต่ถึงจะสวยยังไงก็หมองได้ถ้าไม่รู้จกทำความสะอาดหรือทำความสะอาดไม่ถูกวิธี วันนี้เรามาดูวิธีการดูแลล้ออัลลอยให้ดูใหม่อยู่เสมอกันค่ะ เพื่อล้ออัลลอยของคุณจะได้ดูเงางาม

เมื่อคุณใช้งานรถของคุณไปซักระยะหนึ่งสิ่งที่คุณคงจะหนีไม่พ้นคือความสกปรกที่มาจากคราบฝุ่น คราบดินโคลน เศษหิน รวมไปถึงเศษยางมะตอยต่างๆ นะคะสาเหตุเหล่านี้แหล่ะค่ะที่จะทำให้ล้ออัลลอยของคุณหมองไม่น่ามองเอาเสียเลย

ถ้าหากคุณไม่รีบทำความสะอาดปล่อยให้ล้ออัลลอยของคุณเต็มไปด้วยครับจนคราบเหล่านั้นแห้งติดล้อเป็นเวลานาน ต่อไปความเงางามของล้อก็จะหายไปค่ะ การดูแลรักษานั้นไม่ยากเลยนะคะ

อันดับแรกคุณต้องไม่ล้างล้อของคุณในขณะที่มีอุณหภูมิสูงเพราะจะทำให้คราบสกปรกต่างๆ ยิ่งติดแน่นให้รอจนล้อมีอุณหภูมิเย็นก่อนค่ะค่อยล้าง และหลังจากที่คุณล้างทำความสะอาดและเช็ดจนแห้งแล้ว ให้ตรวจดูค่ะว่ายังมีคราบสกปรกติดล้ออยู่อีกหรือไม่ ถ้ามีคราบยางมะตอยติดอยู่ให้ใช้น้ำมันก๊าด น้ำมันสน มาเช็ดออกไปค่ะ นอกจากนี้ถ้าล้อของคุณถูกสุนัขฉี่ใส่ก็ต้องรีบทำความสะอาดนะคะเพราะไม่งั้นแล้วคราบเหลืองจะทำให้ล้ออัลลอยของคุณลอกหลุดออกมาได้ค่ะ ดังนั้นคุณต้องรีบล้างน้ำทันทีที่เห็นนะคะเพื่อให้ล้อของคุณแลดูใหม่เงางามอยู่เสมอค่ะ

ขับรถอย่างไรให้ประหยัดน้ำมันสุดๆ

เดี๋ยวนี้พลังงานต่างๆ ต่างขยับราคาสูงขึ้นนะคะโดยเฉพาะน้ำมันที่ขยับๆ ขึ้นอย่างรวดเร็วในเวลาไม่กี่ปี ถึงในสมัยนี้รถรุ่นใหม่ๆ จะสร้างออกมาเพื่อให้ใช้น้ำมันได้ประหยัดมากขึ้นแล้วก็ตามแต่ก็ยังไม่เพียงพอ ดังนั้นวันนี้เรามาดูกันค่ะว่ามีวิธีอะไรบ้างเพื่อประหยัดน้ำมันในการขับรถ

ตรวจสอบแรงดันลมยางสม่ำเสมอ

เคยถีบจักรยานเวลาที่ล้อกำลังจะแบนไหมคะ คุณจะพบว่าต้องใช้แรงในการปั่นมากกว่าช่วงเวลาที่ยางยังแข็งอยู่ รถก็เหมือนกันค่ะถ้าลมยางความดันน้อย ยางกำลังจะแบน รถก็ต้องใช้กำลังที่มากขึ้นเพื่อขับเคลื่อนทำให้เปลืองน้ำมันมากขึ้นเช่นกัน ดังนั้นอย่าลืมตรวจสอบแรงดันลมยางอย่างสม่ำเสมอนะคะอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้งนอกจากจะทำให้ประหยัดน้ำมันแล้วยังทำให้ยางยึดเกาะถนนได้อย่างดีด้วยค่ะ

เลี่ยงการปรับแต่งขนาดล้อและยาง

การเพิ่มขนาดของล้อและยางจะทำให้รถของคุณกินน้ำมันมากขึ้นค่ะเพราะขนาดที่ใหญ่ขึ้น หน้ายางที่กว้างขึ้นจะเพิ่มพื้นที่สัมผัสระหว่างยางกับล้อทำให้เกิดแรงเสยดทานมากขึ้น ดังนั้นรถของคุณจึงกินน้ำมันมากขึ้นนะคะเพราะต้องใช้แรงมากกว่าเดิมในการขับเคลื่อนค่ะ

 ไม่บรรทุกของหนักโดยไม่จำเป็น

หลายครั้งเราจะเห็นหลายๆ คนมักจะใส่ของต่างๆ ไว้เต็มท้ายรถหรือเบาะด้านหลังนะคะซึ่งของหลายอย่างก็ไมไ่ด้จำป้นเลยแถมยังสร้างภาระความหนักให้กับรถจนทำให้รถกินน้ำมันอีกด้วย ถึงจะบอกว่าเตรียมไว้เผื่อต้องใช้ก็เถอะแต่ถ้าเราวางแผนการใช้งานสิ่งของต่างๆ เอาไว้ก็จะรู้เลยค่ะว่าของอันไหนควรเอาไว้ในรถบ้าง

ดูแลสภาพรถให้ดีเสมอ    

การดูแลสภาพรถให้ดีเสมอก็เป็นการประหยัดน้ำมันได้นะคะ เพราะเครื่องยนต์ที่ทำงานได้ดีจะไม่กินน้ำมันมากเท่ากับเวลาที่เครื่องยนต์ทำงานไม่ดีค่ะ เพราะถ้าชิ้นส่วนของรถมีปัญหาก็อาจจะทำให้เกิดการฝืดของเฟืองต่างๆ ได้เช่นนั้นแล้วเครื่องยนต์จึงต้องใช้กำลังมากขึ้นนั้นก็หมายถึงปริมาณน้ำมันที่ต้องใช้มากขึ้นตามไปด้วยค่ะ

ตรวจสอบฝาถังน้ำมัน

ฝาถังน้ำมันถ้าไม่แน่นจะเป้นเหตุให้น้ำมันระเหยออกไปได้นะคะทำให้สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุดังนั้นควรหมั่นตรวจสอบอยู่เสมอค่ะ

ขับรถให้ช้าลง

การขับรถในความเร็วที่พอดีจะช่วยประหยัดน้ำมันได้นะคะ โดยช่วงที่ประหยัดน้ำมันมากที่สุดจะอยู่ในช่วงความเร็ว 65 – 100 กิโลเมตร/ชม. ค่ะแต่อัตราการกินน้ำมันนั้นจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วถ้าขับเกิน 96 กิโลเมตร/ชม. ขึ้นไป

เปิดแอร์ให้เหมาะสม

ถ้าคุณเปิดแอร์อย่างเหมาะสมแล้วก็จะช่วยให้ประหยัดน้ำมันได้นะคะ โดยอาจจะเพิ่มความแรงของลมแทนการปรับเพิ่มความเย็นก็จะช่วยประหยัดน้ำมันได้แถมยังได้ความเย็นเพิ่มไปในตัวเช่นกันค่ะ