คลังเก็บหมวดหมู่: ปรึกษาบัญชี

ปรึกษาบัญชี

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนสามัญ

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ นักบัญชี

ห้างหุ้นส่วนสามัญ หมายถึง ห้างหุ้นส่วนที่มีบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปตกลงเข้ากันเพื่อทำกิจการร่วมกันด้วยมีประสงค์จะแบ่งกำไรอันพึงได้จากกิจการที่ทำนั้นและผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนจะต้องรับผิดร่วมกันในบรรดาหนี้สินทั้งปวงของห้างโดยไม่จำกัดจำนวนเหมือนกันหมดทุกคน ห้างหุ้นส่วนสามัญ สามารถจดทะเบียนแบบเป็นนิติบุคคลหรือไม่จดก็ได้ เพราะกฏหมายไม่ได้บังคับไว้ ดังนั้น การจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามารถทำได้ 2 ลักษณะ ดังนี้

1. ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล หมายถึง ห้างหุ้นส่วนประเภทที่มีผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกเดียวคือ หุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดชอบ โดยผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนต้องรับผิดร่วมกันในบรรดาหนี้ทั้งปวงของห้างหุ้นส่วน โดยไม่จำกัดจำนวน และในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันเองจะตกลงให้ผู้เป็นหุ้นส่วนคนเดียวหรือหลายคนเป็นผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียนก็จะมีฐานะเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญนิติไว้ จะดำเนินการกิจการนอกเหนือจากที่จดทะเบียนไว้ไม่ได้
2. ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลผู้เป็นหุ้นส่วนจะถือเอาสิทธิใดๆ แก่บุคคลภายนอกในกิจการค้าขายซึ่งปรากฏชื่อของตนนั้นไม่ได้ หากเป็นการฟ้องคดีจะเอาชื่อห้างฟ้องไม่ได้ ต้องเอาชื่อหุ้นส่วนผู้จัดการฟ้องคดีที่บุคคลภายนอกทำละเมิดต่อห้างหุ้นส่วน กรณีเช่นนี้หุ้นส่วนผู้จัดกรย่อมสามารถฟ้องคดีได้โดยลำพัง
การจดทะเบียนตั้งห้างหุ้นส่วน

ในการจดทะเบียนตั้งห้างหุ้นส่วนผู้ขอจดทะเบียนจะต้องเตรียมข้อมูลและเอกสารประกอบการจดทะเบียน ดังนี้

1. ชื่อของห้างหุ้นส่วน หุ้นส่วนผู้จัดการจะต้องเป็นผู้ยื่นขอตรวจและจองชื่อห้างด้วยแบบจองชื่อนิติบุคคลเสียก่อนว่าชื่อที่ใช้นั้น เหมือนหรือคล้ายกับชื่อที่คนอื่นได้จดทะเบียนไว้ก่อนหรือไม่ และจะต้องไม่ขัดกับกฏหมายและระเบียบของทางราชการ ชื่อที่ใช้ต้องเป็นภาษไทยจะมีภาษีต่างประเทศด้วยก็ได้ และเมื่อได้ชื่อแล้วจะต้องยื่นขอจดทะเบียนตั้งห้างหุ้นส่วนภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่มีคำสั่งอนุญาตให้ใช้ชื่อได้
2.วัตถุประสงค์ของห้าง
3.ที่ตั้งสำนักงานใหญ่และสาขา (ถ้ามี)
4.ชื่อ ที่อยู่ อายุ สัญชาติ และสิ่งที่นำมาลงหุ้นของหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิด และหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิดแต่ละคน
5.ชื่อหุ้นส่วนผู้จัดการ
6.ข้อจำกัดอำนาจหุ้นส่วนผู้จัดการ (ถ้ามี)
7.ดวงตราสำคัญของห้าง

เบี้ยประกันภัยสามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ นักบัญชี

ปัจจุบันค่าเบี้ยประกันภัยที่กรมสรรพากรยินยอมให้ผู้มีเงินได้ สามารถที่จะนำมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา มี 3 ประเภทหลักๆ ได้แก่

1. ค่าเบี้ยประกันชีวิตของตัวผู้มีเงินได้เอง โดยนำมาหักลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท โดยมีเงื่อนไข ดังนี้

– ค่าเบี้ยประกันชีวิต ไม่รวมค่าเบี้ยประกันภัยสำหรับสัญญาเพิ่มเติมอื่นๆ
– เป็นกรมธรรม์ประกันชีวิตที่มีกำหนดระยะเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป
– กรณีเป็นกรมธรรม์ประกันชิวิตที่มีผลประโยชน์ตอบแทนคืน ผลประโยชน์ตอบแทนคืนนั้นจะต้องไม่เกินร้อยละ 20 ของเบี้ยประกันชีวิตรายปีหรือเบี้ยประกันชีวิตสะสม
– บริษัทประกันชีวิตที่ออกกรมธรรม์ต้องเป็นบริษัทที่ประกอบกิจการในประเทศไทย

2. ค่าเบี้ยประกันสุขภาพของบิดา มารดา โดยนำมาหักลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท โดยมีเงื่อนไข ดังนี้
– ผู้มีเงินได้ต้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของบิดา มารดา
– บิดา มารดา มีเงินได้พึงประเมินไม่เกิน 30,000 บาท
– ถ้าผู้มีเงินได้ มิได้อยู่ในประเทศไทย บิดา มารดาต้องอยู่ในประเทศไทย
– กรณีผู้มีเงินได้หลายคนร่วมชำระเบี้ยประกันสุขภาพของบิดา มารดา ให้เฉลี่ยหักลดหย่อนค่าเบี้ยประกันสุขภาพของบิดา มารดาตามจำนวนผู้มีเงินได้ แต่รวมกันไม่เกิน 15,000 บาท

3. ค่าเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญของตัวผู้มีเงินได้เอง โดยนำมาหักลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้และต้องไม่เกิน 200,000 บาท เมื่อรวมกับเงินที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน หรือค่าซื้อหน่วยลงทุนกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท โดยมีเงื่อนไข ดังนี้
– เป็นกรมธรรม์ประกันชีวิตที่มีกำหนดระยะเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป
– ผู้มีเงินได้ต้องได้รับผลประโยชน์เงินบำนาญเมื่อผู้มีเงินได้มีอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป ถึงอายุ 85 ปีหรือกว่านั้น ทั้งนี้ ต้องจ่ายเบี้ยประกันภัยครบถ้วยแล้วก่อนได้รับผลประโยชน์เงินบำนาญ
– ผู้มีเงินได้ได้รับผลประโยชน์เงินบำนาญเป็นรายงวดอย่างสม่ำเสมอขณะมีชีวิตอยู่
– บริษัทประกันชีวิตที่ออกกรมธรรม์ต้องเป็นบริษัทที่ประกอบกิจการในประเทศไทย

พบกันได้ใหม่บทความหน้าค่ะ

หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการขอหักลดหย่อนและเว้นภาษีด้วยบิดา มารดา

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ นักบัญชี

การนำบิดา มารดา มาลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูและนำมายกเว้นภาษีค่าเบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดาของผู้มีเงินได้รวมทั้งบิดา มารดาของสามี หรือภรรยา ของผู้มีเงินได้ จะต้องมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ดังนี้

1. บิดา มารดาจะต้องมีอายุ 60 ปีขึ้นไป

2. หักค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นค่าใช้จ่ายได้คนละ 30,000 บาท

3. อยู่ในการเลี้ยงดูของผู้มีเงินได้ แต่บิดามารดา จะต้องมีรายได้ในปีที่ใช้สิทธิไม่เกิน 30,000 บาท

4. ผู้มีเงินได้ที่จะขอใช้สิทธิการหักค่าลดหย่อน จะต้องเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของบิดา มารดา

5. ในกรณีที่บิดา มารดามีบุตรหลายคน ผู้มีเงินได้ที่จะขอใช้สิทธิหักค่าลดหย่อนจะต้องเป็นผู้ที่ เลี้ยงดูบิดา มารดาในปีภาษีเพียงคนเดียวเท่านั้น และต้องมีหลักฐานรับรองการอุปการะเลี้ยงดูจากบิดา มารดา ตามแบบ ล.ย. 03 ให้แก่บุตรเพื่อนำไปใช้เป็นหลักฐาน ดังนั้น บิดา มารดา จะต้องให้บุตรคนใดคนหนึ่งใช้หรือบิดาออกหนังสือให้คนหนึ่งและมารดาออกให้อีกคนหนึ่งก็ได้ แต่บิดา มารดา จะออกหนังสือรับรองการอุปการะเลี้ยงดูให้แก่บุตรซ้ำกันไม่ได้

6. การหักค่าลดหย่อน ให้สามารถหักลดหย่อนได้ทั้งจำนวน แม้ว่าจะมีการเลี้ยงดูไม่ตลอดปีภาษีที่ยื่นขอก็ตาม

7. กรณีสามีหรือภรรยาเป็นผู้มีเงินได้เพียงคนเดียว สามารถหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาของสามีหรือภรรยาก็ได้คนละ 30,000 บาท

8.กรณีผู้มีเงินได้ซึ่งเดิมใช้สิทธิหักลดหย่อนอยู่เดิมแล้ว ต่อมาแต่งงานกัน จะต้องใช้เกณฑ์การลดหย่อน ดังนี้

  • หากเป็นสามี ภรรยากันไม่ครบปีภาษีที่ขอใช้สิทธิ ก็ให้ต่างคนต่างลดหย่อนค่าเลี้ยงดูบิดา มารดาของตนเองได้
  • หากเป็นสามีภรรยากันครบปีภาษีที่ขอใช้สิทธิ และภรรยาไม่ได้แยกยื่นแบบภาษีเงินได้ต่างหากจากสามีก็ให้สามารถหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ทั้งบิดา มารดา ของผู้มีเงินได้ และบิดา มารดา ของภรรยาของผู้มีเงินได้ คนละ 30,000 บาท

9. หากผู้มีเงินได้ไม่ได้อยู่ในประเทศไทย สามารถหักค่าลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูได้เฉพาะบิดามารดาที่อยู่ในประเทศไทยเท่านั้น

10. การหักค่าลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดู ต้องระบุเลขบัตรประจำตัวประชาชนของบิดามารดาที่ขอใช้สิทธิในแบบที่ยื่นภาษีเงินได้ด้วย

11. กรณีบิดามารดาถึงแก่ความตายในระหว่างปีภาษี หรือก่อนการยื่นแบบ ภ.ง.ด. 90 และ ภ.ง.ด. 91 ให้บุตรที่เป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูคนใดคนหนึ่งใช้สิทธิหักค่าลดหย่อนได้โดยแนบแบบ ล.ย. 30 และจะต้องสำเนาใบมรณะบัตรพร้อมกับการยื่นแบบเสียภาษี

พบกันได้ใหม่บทความหน้า

มีกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบใดบ้าง ที่เราสามารถหักค่าลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตได้

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ นักบัญชี

ตามกฏหมายแล้วจะต้องเป็นกรมธรรม์ประกันชีวิตที่มีอายุกรมธรรม์สิบปีขึ้นไป และเป็นการทำประกันชีวิตกับบริษัทที่ประกอบกิจการในประเทศ ซึ่งเราสรุปสาระสำคัญตามกฎหมายได้ ดังนี้

1. กรมธรรม์ประกันชีวิตที่มีการรับเงินหรือผลประโยชน์ตอบแทนคืนในระหว่างอายุสัญญากรมธรรม์

  • หากได้รับเงินคืนทุกปี เงินคืนจะต้องไม่เกินร้อยละ 20 ของเบี้ยประกันชีวิตรายปีที่ผู้มีเงินได้จ่ายเป็นค่าเบี้ยประกัน หรือ
  • หากกรณีได้รับเงินคืนตามที่บริษัทกำหนดเป็นช่วงระยะเวลา เช่น 2 ปี 3 ปี หรือ 5 ปี เงินคืนในแต่ละช่วงจะต้องไม่เกินร้อยละ 20 ของเบี้ยประกันชีวิตสะสมที่ผู้มีเงินได้จ่ายในแต่ละช่วงระยะเวลาที่มีการจ่ายเงินคืน หรือ
  • หากได้รับเงินคืนที่ต่างไปจากกรณีข้างต้น ผลรวมของเงินคืนสะสมตั้งแต่ ปีแรกถึงปีที่มีการจ่ายเงินคืนต้องไม่เกินร้อยละ 20 ของเบี้ยประกันชีวิตสะสมทั้งหมดตั้งแต่ปีแรกถึงปีที่มีการจ่ายเบี้ยประกัน

2. กรมธรรม์ประกันชีวิตแบบกำหนด ช่วงระยะเวลาที่ให้ความคุ้มครองชีวิตเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีการรับเงินคืนหรือทุนประกันและกรมธรรม์ประกันชีวิตที่ไม่มีการจ่ายเงินคืนระหว่างปี แต่จะมีการจ่ายคืนให้ผู้ทำประกันเมื่อครบอายุสัญญากรมธรรม์ ค่าเบี้ยประกันที่จ่ายสำหรับกรมธรรม์ดังกล่าวสามารถหักค่าลดหย่อนและยกเว้นภาษีได้

3. กรมธรรม์ประกันชีวิตที่ขยายความคุ้มครองอื่นเพิ่มเติม เช่น ค่ารักษาพยาบาล ในโรงพยาบาล ค่าชดเชยรายวัน ค่าชดเชยรายได้พิเศษกรณีป่วยโรคร้ายแรง กรณีอุบัติเหตุ กรณีทุพพลภาพหรือกรณีอื่นๆ เป็นต้น

4. ผู้มีเงินได้ต้องมีหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่า มีการจ่ายเบี้ยประกันชีวิต โดยกรมธรรม์ประกันชีวิตที่ขยายความคุ้มครองอื่นเพิ่มเติมต้อง ระบุจำนวนเบี้ยประกันชีวิตและเบี้ยประกันภัย ที่จ่ายสำหรับความคุ้มครองอื่นเพิ่มเติมแยกออกจากกันอย่างชัดเจน ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถนำไปคำนวณเพื่อการลดหย่อนและยกเว้นภาษีได้ทั้งจำนวน

5. กรณีผู้มีเงินได้ ได้ทำการใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้แล้ว ต่อมาหากไม่ได้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ข้างต้น ผู้มีเงินได้หมดสิทธิได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ และต้องเสียภาษีเงินได้สำหรับปีภาษีที่ได้นำเงินค่าเบี้ยประกันชีวิตไปหักออกจาก เงินได้เพื่อยกเว้นภาษีพร้อมเงินเพิ่ม

พบกันใหม่บทความหน้าค่ะ

การเลิกห้างหุ้นส่วนสามัญ

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ นักบัญชี

การเลิกห้างหุ้นส่วนสามัญ สามารถที่จะทำการเลิกได้ 3 ทาง คือ โดยผลแห่งสัญญา โดยผลแห่งกฎหมาย   และโดยคำสั่งศาล

1. เลิกโดยผลแห่งสัญญา เป็นการเลิกโดยความประสงค์ของผู้เป็นหุ้นส่วนที่ทำสัญญาไว้ จะมีอยู่ 3 กรณีด้วยกัน คือ มีเหตุหรือกรณีเกิดขึ้นทำให้ต้องเลิกกัน หรือกิจการนั้นกำหนดระยะเวลาไว้ เมื่อถึงกำหนดเวลาก็ต้องเลิกกัน หรือสัญญากำหนดไว้ว่าเมื่อกิจการนั้นเสร็จ หุ้นส่วนก็ต้องเลิกกัน เป็นต้น

2. เลิกโดยผลแห่งกฎหมาย ได้แก่ กรณีที่กฎหมายให้อำนาจแก่ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือบัญญัติไว้ในกฎหมาย เช่น การตั้งห้างไม่มีกำหนดระยะเวลาไว้ ผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งบอกล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 6 เดือน ก่อนครบรอบบัญชีทางการเงินเพื่อขอเลิกก็ได้ หรือห้างหุ้นส่วนคนใดตายหรือล้มละลาย หรือตกเป็นผู้ไร้ความสามารถ ห้างต้องเลิกกัน ยกเว้นผู้เป็นหุ้นส่วนที่เหลือจะรับซื้อหุ้นนั้นไว้ หรือเหลือผู้ถือหุ้นเพียงคนเดียวห้างย่อมต้องเลิกกันเพราะไม่มีสภาพเป็นห้างหุ้นส่วน หรือวัตถุประสงค์ของห้างผิดกฎหมาย การปฏิบัติย่อมตกเป็นโมฆียะ ห้างก็ต้องเลิกกัน

3. เลิกโดยคำสั่งศาล ศาลสามารถที่จะสั่งให้เลิกกันได้ หากผู้เป็นหุ้นส่วนตกลงกันไม่ได้และร้องขอให้ศาลสั่งเลิกห้าง

โดยปกติแล้วการเลิกห้างหุ้นส่วนจะต้องมีการชำระบัญชี คือ ทำการสะสางหนี้สินทั้งหลาย ชดใช้แก่บุคคลภายนอก ชดใช้เงินที่ได้จ่ายทดรองไปหรือใช้คืนค่าทุนทรัพย์ เมื่อมีเงินหรือทรัพย์สินเหลืออยู่ ก็ให้เฉลี่ยเป็นกำไรผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน หรือถ้าคิดชำระบัญชีทรัพย์สินเหลืออยู่ หุ้นส่วนทุกคนก็ต้องเฉลี่ยช่วยกันขาดทุน    สำหรับกรณีห้างหุ้นส่วนสามัญ คือ ห้างหุ้นส่วนที่ไม่จดทะเบียนนี้อาจตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินของห้างโดยวิธีอื่น คือ ไม่ต้องมีการชำระบัญชีก็ได้

พบกันใหม่บทความหน้าค่ะ

การดำเนินงานของห้างหุ้นส่วนสามัญ ตอน 2

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ นักบัญชี

2. สิทธิหน้าที่ระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน

การเป็นหุ้นส่วนทุกคนจะต้องร่วมมือร่วมใจกัน ไม่เอาเปรียบซึ่งกันและกัน โดยทุกคนจะต้องปฏิบัติต่อกัน ดังนี้

  • ห้ามผู้เป็นหุ้นส่วนประกอบกิจการอย่างหนึ่งอย่างใด ที่มีสภาพเดียวกันและเป็นการแข่งขันกับกิจการห้างหุ้นส่วน ไม่ว่าจะเพื่อประโยชน์ของจนหรือเพื่อประโยชน์ผู้อื่นโดยไม่ได้รับความยินยอมของผู้เป็นหุ้นส่วนคนอื่นๆ
  • ห้ามให้บุคคลอื่นเข้ามาเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วน โดยไม่ได้รับความยินยอมของผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันทั้งหมดทุกคน เว้นแต่จะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น
  • ความเกี่ยวพันระหว่างหุ้นส่วนผู้จัดการกับผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหลายให้ใช้กฎหมายเรื่องตัวแทนมาบังคับ
  • การได้กำไรหรือขาดทุนของผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนย่อมเป็นไปตามส่วนที่ลงหุ้น
  • ผู้เป็นหุ้นส่วนใดได้ออกจากหุ้นส่วนไปแล้ว แต่ห้างยังใช้ชื่อของตนเป็นชื่อห้างหุ้นส่วนอยู่  ผู้เป็นหุ้นส่วนที่ออกไปนั้นจะขอให้งดใช้ชื่อของตนเสียก็ได้
  • ผู้เป็นหุ้นส่วนจะเรียกเอาส่วนของตนจากหุ้นส่วนอื่นๆ แม้ในกิจการค้าขายใดๆ ซึ่งไม่ปรากฏชื่อของตนก็ได้

3. ความเกี่ยวพันกับบุคคลภายนอก สามารถแบ่งออกได้ 5 ประการ  ดังนี้

3.1 ผู้เป็นหุ้นส่วนสามัญจะถือเอกสิทธิใดๆ แก่บุคคลภายนอกในกิจการค้าขาย ซึ่งไม่ปรากฏชื่อของตนเป็นคู่สัญญา เพราะห้างหุ้นส่วนสามัญไม่ใช่นิติบุคคล การทำสัญญาในกิจการใดๆ แม้จะทำในนามห้างก็ผูกพันเฉพาะคู่สัญญาที่ลงนามเท่านั้น ไม่ผูกพันบุคคลอื่นแม้จะเป็นหุ้นส่วนด้วยก็ตาม แต่ในความรับผิดชอบระหว่างหุ้นส่วนด้วยกัน หุ้นส่วนทุกคนจะต้องผูกพันและรับผิดชอบร่วมกันโดยไม่จำกันจำนวน

3.2 ผู้เป็นหุ้นส่วนสามัญต้องรับผิดในหนี้ของห้างที่ก่อให้เกิดขึ้น ก่อนที่ตนจะเข้ามาเป็นหุ้นส่วน และระหว่างที่ตนยังเป็นหุ้นส่วน หากมีหนี้สินหรือขาดทุน ก็ต้องรับผิดในหนี้ซึ่งห้างหุ้นส่วนได้ก่อให้เกิดขึ้น ก่อนที่ตนจะออกจากหุ้นส่วนไป

3.3 ข้อจำกัดภายในห้างไม่มีผลถึงบุคคลภายนอก  สามารถใช้ได้เฉพาะหุ้นส่วนด้วยกันเองภายในเท่านั้น

3.4 ผู้ที่ไม่ได้เป็นหุ้นส่วนแต่แสดงตนว่าเป็นหุ้นส่วน โดยการแสดงออกด้วยวาจาก็ดี ด้วยลายลักษณ์อักษรก็ดี ด้วยกิริยาก็ดี หรือยินยอมให้เข้าใช้ชื่อตนเป็นชื่อห้าง รู้แล้วไม่คัดค้านบุคคลนั้นย่อมต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกในบรรดาหนี้ของห้างเสมือนเป็นหุ้นส่วนของห้างนั้น

3.5 หุ้นส่วนตายแล้ว แต่ยังมีชื่อผู้ตายเป็นหุ้นส่วนใหญ่อยู่  หรือมีชื่อผู้ตายควบอยู่ในห้างก็ดี ก็ไม่กระทบต่อกองมรดกของผู้ตาย  หากหนี้สินนั้นก่อขึ้นภายหลังการตาย

พบกันได้ใหม่บทความหน้าค่ะ

ประเภทของสมุดบัญชีขั้นต้นมีกี่ประเภท?

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ นักบัญชี

สมุดบัญชีขั้นต้น หรือ สมุดรายวัน เป็นสมุดบัญชีที่เราใช้เพื่อจดบันทึกรายการค้าต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างแรก โดยการจดบันทึกรายการค้าที่เกิดขึ้นนั้น จะต้องจดบันทึกโดยเรียงตามลำดับก่อนหลังของการเกิดรายการค้า

ประเภทของสมุดบัญชีขั้นต้น 

สมุดบัญชีขั้นต้นสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้

1. สมุดรายวันเฉพาะ คือ สมุดรายวันหรือสมุดบัญชีขั้นต้นที่จะใช้บันทึกรายการค้าที่เกิดขึ้นเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ เช่น

  • สมุดรายวันรับเงิน เป็นสมุดรายวันที่ใช้บันทึกรายการค้าที่เกี่ยวข้องกับการรับเงินเท่านั้น
  • สมุดรายวันจ่ายเงิน เป็นสมุดรายวันที่ใช้บันทึกรายการค้าที่เกี่ยวข้องกับการจ่ายเงินเท่านั้น
  • สมุดรายวันซื้อ เป็นสมุดรายวันที่ใช้บันทึกรายการค้าที่เกี่ยวข้องกับการซื้อสินค้าเป็นเงินเชื่อเท่านั้น โดยไม่รวมการซื้อสินค้าเป็นเงินสด เพราะการซื้อสินค้าเป็นเงินสดจะต้องนำไปบันทึกในสมุดรายวันจ่ายเงิน
  • สมุดรายวันขาย เป็นสมุดรายวันที่ใช้บันทึกรายค้าที่เกี่ยวข้องกับการขายสินค้าเป็นเงินเชื่อเท่านั้น โดยไม่รวมการขายสินค้าเป็นเงินสด เพราะการขายสินค้าเป็นเงินสดจะต้องนำไปบันทึกในสมุดรายวันรับเงิน
  • สมุดรายวันส่งคืนสินค้า เป็นสมุดรายวันที่ใช้บันทึกรายการค้าที่เกี่ยวข้องกับการส่งคืนสินค้าที่ซื้อมาเป็นเงินเชื่อเท่านั้น โดยไม่รวมการส่งคืนสินค้าที่ซื้อมาเป็นเงินสด เพราะการส่งคืนสินค้าที่ซื้อมาเป็นเงินสดจะต้องนำไปบันทึกในสมุดรายวันรับเงิน
  • สมุดรายวันรับคืนสินค้า เป็นสมุดรายวันที่ใช้บันทึกรายการค้าที่เกี่ยวข้องกับการรับคืนสินค้าที่ขายไปเป็นเงินเชื่อเท่านั้น โดยไม่รวมการรับคืนสินค้าที่ขายไปเป็นเงินสด เพราะการรับคืนสินค้าที่ขายไปเป็นเงินสดจะต้องนำไปบันทึกในสมุดรายวันจ่ายเงิน

2. สมุดรายวันทั่วไป คือ สมุดบัญชีขั้นต้นหรือสมุดรายวันที่ใช้จดบันทึกรายการค้าที่เกิดขึ้นได้ทุกๆ รายการค้า ถ้ากิจการนั้นไม่มีสมุดรายวันเฉพาะ แต่ถ้ากิจการนั้นมีการใช้สมุดรายวันเฉพาะ สมุดรายวันทั่วไปก็จะมีไว้เพื่อบันทึกรายการค้าอื่นๆ ที่เกิดขึ้นและไม่สามารถนำไปบันทึกในสมุดรายวันเฉพาะเล่มใดเล่มหนึ่งได้

พบกันได้ใหม่บทความน้า

กระแสเงินสดมีกี่ประเภท? และสามารถจัดทำได้อย่างไรบ้าง?

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ นักบัญชี

งบกระแสเงินสด คือ งบที่แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงการได้มาและใช้ไปของเงินสด หรือรายการเทียบเท่าเงินสด ในรอบระยะเวลาบัญชีหนึ่ง ซึ่งงบกระแสเงินสดจะแสดงให้เห็นถึงกระแสเงินไหลเข้า และกระแสเงินไหลออกของเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด

ประเภทของงบกระแสเงินสด

            การแสดงรายการในงบกระแสเงินสด จะนำกระแสเงินสดเข้าและกระแสเงินสดจ่ายมาแสดงในส่วนของกิจกรรมดำเนินงาน จึงเป็นกิจกรรมหลักที่ก่อให้เกิดรายได้หรือหากำไร และกิจกรรมอื่นที่ไม่ใช่กิจกรรมลงทุนหรือกิจกรรมจัดหาเงิน สำหรับงบกระแสเงินสดสามารถแบ่งได้ 2 ประเภทหลัก คือ การแบ่งตามวิธีการจัดทำ คือทางตรงและทางอ้อม และยังสามารถแบ่งแยกย่อยได้อีก 3 ส่วนด้วยกัน คือ กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน กระแสเงินสดจากการลงทุน และกระแสเงินสดจากการจัดเงินทุน

วิธีการจัดทำงบกระแสเงินสดทางตรง

            คือการคิดคำนวณเงินสดที่เราได้รับจากการขายสินค้าหรือบริการ นำมาลบกับเงินสดที่จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการทำสินค้าหรือบริการ ซึ่งมูลค่าที่เราได้จากการคำนวณจะเทียบเท่ากับเงินสดที่เหลืออยู่ในธุรกิจ การจักทำงบกระแสเงินสดวิธีนี้ สามารถที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการมองเห็นภาพเงินสดรับ-จ่ายในช่วงเวลาหนึ่งได้ชัดเจน

วิธีการจัดทำงบกระแสเงินสดทางอ้อม

            คือการนำเอากำไรหรือขาดทุนสุทธิในรอบระยะบัญชีนั้นมาเป็นตัวตั้ง แล้วนะรายการบัญชีอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเงินสด มาปรับเป็นตัวเลขเพื่อใช้หักลบหรือบวกเพิ่มแทน

พบกันใหม่บทความหน้าค่ะ

ลักษณะของบัญชีแยกประเภท

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ นักบัญชี

บัญชีแยกประเภทโดยทั่วไป มีลักษณะแบ่งเป็น 2 ด้าน ด้านหนึ่งสำหรับจดบันทึกรายการค้าที่เพิ่มขึ้นและอีกด้านหนึ่งสำหรับจดบันทึกรายการค้าที่ลดลง

ทางด้านซ้ายมือของบัญชีแยกประเภท เรียกว่า ด้านเดบิต ตัวย่อ Dr
ทางด้านขวามือของบัญชีแยกประเภท เรียกว่า ด้านเครดิต ตัวย่อ Cr

เดบิต จะใช้อักษรย่อ “Dr” หมายถึง จำนวนเงินที่แสดงทางด้านซ้ายของบัญชี
การลงรายการทางด้านซ้ายของบัญชี หรือการผ่านบัญชีอันกระทำให้สินทรัพย์ หรือค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
การลงรายการทางด้านซ้ายของบัญชี หรือการผ่านบัญชีอันกระทำให้หนี้สิน รายการเงินทุน หรือรายได้ลดลง

เครดิต จะใช้อักษรย่อ “Cr” หมายถึง จำนวนเงินที่แสดงทางด้านขวาของบัญชี
การลงรายการทางด้านขวาของบัญชี หรือการผ่านบัญชีอันกระทำให้สินทรัพย์ หรือค่าใช้จ่ายลดลง
การลงรายการทางด้านขวาของบัญชี หรือการผ่านบัญชีอันกระทำให้หนี้สิน รายการเงินทุน หรือรายได้เพิ่มขึ้น

จากความหมายในตอนต้นจะเห็นได้ว่า เดบิตจะใช้บันทึกรายการพร้อมกับจำนวนเงินทางด้านซ้ายของบัญชี ในการบันทึกรายการจะมีผลทำให้บัญชีสินทรัพย์หรือบัญชีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ส่วนบัญชีหนี้สิน ทุน หรือบัญชีรายได้จะลดลง สำหรับเครดิตจะใช้บันทึกรายการพร้อมกับจำนวนเงินทางด้านขวาของบัญชี ในการบันทึกรายการจะมีผลทำให้บัญชีหนี้สิน ทุน หรือบัญชีรายได้เพิ่มขึ้น ส่วนบัญชีสินทรัพย์ หรือบัญชีค่าใช้จ่ายจะลดลง

การบันทึกรายการค้าในสมุดบัญชี คือ การจดเรื่องราวเกี่ยวกับรายจ่าย หรือสิ่งของที่ตีมูลค่าเป็นจำนวนเงินลงในรูปแบบบัญชีที่กำหนด จะได้ผลจากการดำเนินงานไปสรุปผลในวันสิ้นงวดบัญชี เพื่อหาผลกำไรขาดทุน ดังนั้น การวิเคราะห์รายการค้ารายการหนึ่งๆ จะต้องทำการบันทึกบัญชีทางด้านเดบิตบัญชีหนึ่งและทางด้านเครดิตอีกบัญชีหนึ่งในจำนวนเป็นที่เท่ากัน ซึ่งหลักการบันทึกในลักษณะนี้เราเรียกว่า “หลักการบัญชีคู่”

พบกันใหม่บทความหน้าค่ะ

หลักการบันทึกรายการทางบัญชี

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ นักบัญชี

หลักการบันทึกรายการทางบัญชี เราสามารถได้แบ่งเป็น 2 ระบบ ดังนี้
1. ระบบบัญชีเดี่ยว เป็นวิธีการบันทึกบัญชีเพียงด้านเดียวเท่านั้น คือ ด้านเดบิตหรือด้านเครดิต ระบบบัญชีเดี่ยวนี้จะสามารถบันทึกได้เฉพาะรายการในบัญชีเงินสด หรือ บัญชีที่สำคัญบางบัญชี การบันทึกบัญชีแบบระบบบัญชีเดี่ยวนี้ ส่วนใหญ่จะนิยมใช้ในกิจการขนาดเล็กที่เจ้าของเป็นผู้ควบคุมและจดบันทึกเอง หากเป็นธุรกิจขนาดย่อมขึ้นไปไม่ควรนำระบบบัญชีเดี่ยวมาใช้ เพราะว่าจะมีปัญหาในการเก็บรวบรวมข้อมูล การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลทางการบัญชี และการจัดทำงบการเงิน
2. ระบบบัญชีคู่ เป็นวิธีการที่ใช้ปฏิบัติในการบันทึกรายการบัญชีต่างๆ ซึ่งประกอบด้วย รายการในสมุดรายวันทั่วไป รายการในสมุดบัญชีแยกประเภท ตลอดจนเอกสารหลักฐาน การบันทึกเหล่านี้มีระบบการและประเพณีปฏิบัติต่างๆ การบันทึกบัญชีแบบระบบบัญชีคู่นี้สามารถใช้ได้กับทั้งกิจการขนาดเล็กและขนาดใหญ่ เพื่อทำให้สามารถเสนอรายงานทางการเงินได้ถูกต้องตามที่ควร และทันต่อเหตุการณ์ การบันทึกบัญชีตามระบบบัญชีคู่แต่ละรายการจะเกี่ยวข้องกับบัญชีสองด้าน คือ บันทึกด้านเดบิตบัญชีหนึ่งและบันทึกด้านเครดิตในอีกบัญชีหนึ่งด้วยจำนวนเงินที่เท่ากัน และจะมีผลทำให้เกิดดุลขึ้นในตัวเอง และในขณะเดียวกันก็จะทำให้ผลรวมของยอดบัญชีที่เกิดจากทุกรายการรวมกันแล้วได้ค่าเป็นศูนย์ ซึ่งก็คือ ผลรวมของยอดดุลเดบิตเท่ากับผลรวมยอดดุลเครดิต การจัดทำรายละเอียดของยอดบัญชีต่างๆ ประกอบกันเป็นยอดรวมทั้งสิ้น การบันทึกบัญชีจะใช้หลักระบบบัญชีคู่นั้น รายการค้าทุกรายการต้องบันทึกโดยเดบิตบัญชีหนึ่ง และเครดิตอีกบัญชีหนึ่งด้วยจำนวนเงินที่เท่ากันเสมอ แต่บางครั้งรายการค้าที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกันมีหลายบัญชี อาจบันทึกบัญชีโดยเดบิตหรือเครดิตบัญชีหลายบัญชีรวมกันได้ แต่จำนวนเงินรวมของเดบิตและเครดิตจะต้องเท่ากันเสมอ เมื่อบันทึกรายการค้าเรียบร้อยแล้วยอดคงเหลือของแต่ละบัญชีที่มียอดดุลเดบิต เมื่อนำมารวมกันก็จะเท่ากับยอดคงเหลือของแต่ละบัญชีที่มียอดดุลเครดิต ซึ่งเป็นไปตามหลักสมการบัญชีที่ว่า สินทรัพย์ เท่ากับ หนี้สินและทุนรวมกัน

รายการค้าและเอกสารประกอบการบัญทึกบัญชี

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ นักบัญชี

รายการค้า

การดําเนินงานทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการจําหน่ายสินค้าหรือบริการมีรายการที่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคลภายนอก ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจํานวนมาก เช่น การซื้อสินค้าไว้เพื่อขาย การติดต่อหาลูกค้า การรับรองลูกค้า การสอบถามราคาสินค้า เป็นตน ซึ่งรายการที่เกิดขึ้นดังกล่าว มีบางรายการที่ไม่อาจนํามาบันทึกบัญชี และมีบางรายการที่จะต้องนํามาบันทึกบัญชีซึ่งเราจะเรียกว่า รายการธุรกิจ หรือรายการค้า

รายการค้า หมายถึง เหตุการณ์ทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นผลทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสินทรัพย์หนี้สิน และส่วนของเจ้าของกิจการ รวมถึง รายการที่เกี่ยวข้องกับบุคคลภายนอก เช่น การซื้อวัตถุดิบ การขายสินค้า การให้บริการ โดยการรับจ้างต่างๆ การจ่ายค่าใช้จ่าย การรับชําระหนี้ และจ่ายชําระหนี้ เป็นต้น

ดังนั้น รายการค้า จึงหมายถึง รายการของการดําเนินงานทางธุรกิจที่มีผลกระทบต่อสมการบัญชี ซึ่งก็คือ ทําให้สินทรัพยหนี้สิน และส่วนของเจ้าของมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง รายการต่างๆ ได้แก่

  • เจาของกิจการนําเงินสดมาลงทุน
  • ซื้อสินค้าเป็นเงินสด
  • รับชําระหนี้จากลูกหนี้
  • จ่ายค่าโทรศัพท์

สําหรับรายการดําเนินงานทางธุรกิจที่ไม่มีผลกระทบต่อสมการบัญชี จึงไม่ถือว่าเป็นรายการค้า เช่น

  • การเปลี่ยนแปลงอัตราการให้สินเชื่อ
  • การแสดงการสาธิตสินค้า
  • การแจ้งใบเสนอราคาต่อลูกค้า

ดังนั้น ผู้บันทึกบัญชีจึงต้องทำการวิเคราะห์รายการดําเนินการทางธุรกิจนั้นๆ ว่ามีผลต่อสมการบัญชีหรือไม่ ซึ่งรายการดําเนินการทางธุรกิจ จะอยู่ในรูปของเอกสารซึ่งใช้ประกอบการบันทึกบัญชี เรียกว่า เอกสารประกอบการบันทึกบัญชี

เอกสารประกอบการบันทึกบัญชี

เอกสารประกอบการบันทึกบัญชี คือ บันทึกหนังสือ หรือเอกสารใดๆ ที่เป็นหลักฐานในการบันทึกรายการในบัญชีซึ่งเราสามาถที่จะแยกออกได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้

1. เอกสารที่จัดทําขึ้นโดยบุคคลภายนอก

2. เอกสารที่จัดทําขึ้นโดยกิจการเพื่อออกให้แก่บุคคลภายนอก

3. เอกสารที่จัดทำขึ้นโดยกิจการเพื่อใช้ในกิจการ

พบกันใหม่บทความหน้าค่ะ

หลักการบันทึกและแนวคิดทางการบัญชี

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ นักบัญชี

หลักการบันทึกบัญชี

หลักการบันทึกบัญชี หมายถึง การบันทึกบัญชีทางด้านเดบิตหรือด้านซ้ายของบัญชีเพื่อบันทึกการเพิ่มขึ้นหรือลดลง และการบันทึกบัญชีทางด้านเครดิตหรือด้านขวาของบัญชีเพื่อบันทึกการเพิ่มขึ้นหรือลดลง โดยอยู่บนหลักการแนวคิดทางการบัญชีสมการบัญชี และหลักการบัญชีคู่ซึ่งจะนําไปสู่ผลการวิเคราะห์รายการค้า และการบันทึกบัญชีทางด้านเดบิต และด้านเครดิตในที่สุด ดังนั้น บัญชีจึงเป็นที่จดบันทึกรายการเพิ่มขึ้น และลดลงของสินทรัพย์ หนี้สินหรือส่วนของเจ้าของ โดยสามารถจําแนกได้เป็น บัญชีเงินสด บัญชีลูกหนี้ บัญชีเจ้าหนี้ บัญชีรายได้ค่าบริการ บัญชีเงินเดือน เป็นต้น

แนวคิดทางการบัญชีที่สําคัญ ซึ่งมีผลต่อวิธีทางการบัญชีและการรายงานการเงิน ไดแก

1. รายการเหตุการณ และสภาพแวดลอม มีผลตอการเปลี่ยนแปลงในสินทรัพย หนี้สิน และสวน ของเจาของ ซึ่งเราเรียกวา รายการคา

รายการ คือ เหตุการณภายนอกชนิดหนึ่ง โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการโอนสิ่งที่มีมูลคา ระหวาง หนวยงาน 2 หนวยงานขึ้นไป เชน การซื้อขายสินคาการลงทุน และการจายคาใชจ่าย เปนตน

เหตุการณ คือ การเกิดขึ้นของผลสืบเนื่องที่มีตอธุรกิจ ซึ่งอาจเปนเหตุการณที่เกิดขึ้นภายในธุรกิจ หรือภายนอกที่เกี่ยวของกับรายการระหวางธุรกิจ หรือสิ่งแวดลอมหรือเหตุการณที่เกิดขึ้นรวมกัน ทั้งภายในและภายนอก เชน การใชทรัพยสิน การเปลี่ยนแปลงราคาสินคา การปรับปรุงเทคโนโลยี เปนตน

สิ่งแวดลอม คือ สภาพการณอยางใดอยางหนึ่ง หรือหลายๆ อยางในประเภทเดียวกัน ซึ่งเปนผลมาจากเหตุการณหนึ่ง หรือเหตุการณตอเนื่องกันซึ่งไม่สามารถที่จะทราบลวงหนา และกอใหเกิดสถานการณที่ไมนาจะเกิด และไม อาจคาดคะเนกอนได เชน ลูกหนี้ลมละลาย รายการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน เป็นต้น

2. การรับรูรายการ หมายถึง การรวมรายการเขาเปนสวนหนึ่งของงบดุล และงบกําไรขาดทุน และเปนรายการที่เขาเกณฑการรับรูรายการตามเงื่อนไขที่มีความเปนไปไดคอนขางแนนอนวาประโยชนเชิงเศรษฐกิจ ในอนาคตของรายการจะเขาหรือจะออกจากกิจการ และรายการดังกลาว มีราคาทุน หรือมูลคาซึ่งสามารถที่จะวัดไดอยางนาเชื่อถือ

3. การตั้งคางรับ คางจาย การตั้งพัก การแบงสรร และการตัดจําหนาย กิจการจะรับรูเหตุการณ สภาวะแวดลอมที่ไมเฉพาะรายการรับ หรือจายเงินสดเทานั้น แตจะรับรูเหตุการณทางบัญชีเมื่อเกิดขึ้น

4. การจับคูรายไดและคาใชจาย กิจการรับรูรายไดและคาใชจายตามเกณฑคงคาง เพื่อแสดงการดําเนินงานของกิจการในงวดหนึ่ง โดยไมคํานึงถึงตัวเงินสด

พบกันใหม่บทความหน้าค่ะ

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับกระแสเงินสด

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ นักบัญชี

เงินถือว่าเป็นต้นทุนที่มีสำคัญเป็นอย่างมากในการทำธุรกิจ ไม่ว่าในด้านของวัตถุดิบ เครื่องจักร ค่าแรง หรือสาธารณูปโภคต่างๆ สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นรายจ่ายที่จะต้องจ่ายในการทำธุรกิจทั้งสิ้น ดังนั้นควรที่จะต้องมีการบริหารจัดการเรื่องเงินให้ดี อย่าให้มีรายจ่ายมากกว่ารายรับ หากขาดการบริหารจัดการเงินที่ดี อาจจะทำเกิดภาวะขาดเงินสดได้ และไม่สามารถที่จะทำธุรกิจดำเนินงานต่อไปได้ เพราะฉะนั้นการที่มีความเข้าใจในการบริหารเงินสดที่หมุนเข้าออกในธุรกิจถือได้ว่าเป็นเครื่องมือที่สำคัญอย่างหนึ่ง สามารถที่จะทำให้ผู้ประกอบการสามารถดูแลธุรกิจให้ดำเนินงานต่อไปได้

กระแสเงินสดคืออะไร?

กระแสเงินสด คือ การดูเงินสดที่หมุนเข้ามาในธุรกิจ และรายจ่ายที่ต้องจ่ายอย่างละเอียดพร้อมๆ กัน ทั้งนี้เพื่อให้ธุรกิจสามารถที่จะดำเนินงานต่อไปได้ และยังมีเงินสำหรับใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง เช่น เงินลงทุนจากผู้ประกอบการหรือผู้ถือหุ้น เงินที่กู้จากธนาคาร เงินที่ได้จากการขายสินค้า เป็นต้น สำหรับเงินที่เป็นค่าใช้จ่ายในการทำธุรกิจ เช่น ซื้อที่ดิน ซื้อเครื่องจักร สร้างอาคาร หรือเป็นรายจ่ายที่ต้องจ่ายประจำ เช่น ค่าจ้างพนักงาน ค่าภาษีประจำปี ค่าวัตถุดิบ เป็นต้น ซึ่งผู้ประกอบการจำนวนทราบข้อมูลเหล่านี้อย่างละเอียด และนำข้อมูลที่ได้มาคำนวณกระแสเงินสดหมุนเวียนเข้าออกในธุรกิจช่วงนั้นๆ เพื่อเช็คดูว่าปริมาณเงินสดในช่วงเวลานั้นเพียงพอกับรายจ่ายหรือไม่

กระแสเงินสดหมุนเวียน สามารถแบ่งได้ 2 แบบ ดังนี้

1. กระแสเงินสดเป็นบวก คือ เงินเข้ามากว่าเงินออก ซึ่งหมายถึง การมีเงินสดสำหรับจ่ายในการดำเนินธุรกิจ

2. กระแสเงินติดลบ คือ การที่เงินไหลออกมากว่าเงินเข้า

พบกันใหม่บทความหน้าค่ะ

ประเภทของธุรกิจ

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ นักบัญชี

การแบ่งประเภทของธุรกิจสามารถแบ่งได้ 2 ลักษณะ คือ

1. แบ่งตามลักษณะการดำเนินงานหรือกิจกรรม แบ่งได้เป็น 3 ลักษณะ ดังนี้

  • กิจการเกี่ยวกับการให้บริการ ในธุรกิจประเภทนี้ผลผลิตที่เกิดขึ้นคือการให้บริการ เช่น ร้านซักรีดรักษาพยาบาล ร้านตัดผม ธนาคาร เป็นต้น
  • กิจการประเภทพาณิชยกรรม เป็นกิจการที่ไม่ได้เป็นผู้ผลิตสินค้าเอง แต่จะซื้อสินค้ามาเพื่อขาย เช่น ร้านขายของชำ ห้องสรรพสินค้า เป็นต้น
  • กิจการผลิต เป็นการผลิตสินค้าสำเร็จรูป เปลี่ยนสภาพของวัตถุดิบและชิ้นส่วนต่างๆ ให้เป็นสินค้าสำเร็จรูป เช่น บริษัทผลิตผลไม้กระป๋อง บริษัทผลิตรถยนต์ เป็นต้น

2. แบ่งตามรูปแบบของการประกอบการตามกฎหมาย แบ่งได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้

  • กิจการเจ้าของคนเดียว เป็นกิจการขนาดเล็กใช้เงินทุนไม่มากนัก เจ้าของกิจการเป็นผู้บริหารเอง เช่น ร้านรายย่อย ลักษณะของธุรกิจประเทศนี้ คือ เจ้าของกิจการต้องรับผิดชอบในหนี้สินของธุรกิจโดยไม่จำกัดจำนวนเมื่อธุรกิจต้องการเพิ่มทุนเพื่อขยายกิจการก็อาจทำได้ลำบากเป็นข้อเสียชองธุรกิจประเภทนี้
  • ห้างหุ้นส่วนจำกัด เป็นธุรกิจที่จะต้องมีบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปร่วมกันเป็นเจ้าของ โดยมีสัญญาเข้ากันเป็นหุ้นส่วนกำหนดเงื่อนไขต่างๆ ในการบริหารงานและแบ่งปันผลกำไรร่วมกันผู้เป็นส่วนหนึ่งคนใดจะได้รับมอบหมายให้เป็นผู้บริหาร ห้างหุ้นส่วนสามารถแบ่งได้เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญและห้างหุ้นส่วนจำกัด
  • บริษัทจำกัด เป็นกิจการที่ต้องขึ้นด้วยการแบ่งเงินทุนเป็นหุ้นมีมูลค่าหุ้นล่ะเท่าๆ กัน ผู้ถือหุ้นรับผิดชอบจำกัดเพียงไม่เกินจำนวนเงินที่คนยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าของหุ้นที่ตนถือ คุณสมบัติของผู้ถือหุ้นจะไม่มีความสำคัญก็ต่อเมื่อผู้ถือหุ้นคนหนึ่งคนใดตายหุ้นที่ถืออยู่ก็สามารถจำหน่วยให้ผู้ลงทุนอื่นๆ ไปได้โดยที่ไม่ต้องเลิกบริษัท

พบกันใหม่บทความหน้าค่ะ

การจัดทํางบกระแสเงินสดวิธีทางออม

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ นักบัญชี

1. วิธีการคํานวณ เปนการปรับปรุงรายไดสูง (ต่ํา) กวาคาใชจายตามเกณฑคงค้างใหเปนรายไดสูง (ต่ํา) กวาคาใชจายตามเกณฑเงินสด

ขั้นตอนในการจัดทํา

1. เปรียบเทียบงบแสดงฐานะการเงิน 2 งวดบัญชี (ปปจจุบันกับปกอน)

2. นํารายไดสูง (ต่ํา) กวาคาใชจายจากกิจกรรมตามปกติเปนตัวตั้ง

3. พิจารณารายการตางๆ ในงบแสดงฐานะการเงินวามีผลกระทบตอเงินสดและรายการเทียบเทาอยางไร

4. ปรับปรุง “รายไดสูง (ต่ํา) กวาคาใช จายจากกิจกรรมปกติ”

5. พิจารณารายการในงบแสดงฐานะการเงินที่เหลือวามีผลกระทบกับเงินสดและรายการเทียบเทาฯหรือไม อยางไร

6. พิจารณาข้อมูลเพิ่มเติมวามีผลกระทบกับเงินสดและรายการเทียบเทาฯหรือไม อยางไร

7. พิจารณารายการตางๆ ที่มีผลกระทบกับเงินสดและรายการเทียบเทาฯ (จากข้อ 5,6 ) วาอยูในกิจกรรมใด

8. จัดทํางบกระแสเงินสดทั้ง 3 กิจกรรม

2. วิธีการใชกระดาษทําการ หนวยงานที่มีรายการปรับปรุงบัญชีคอนข้างมากหรือมีรายการบัญชีที่ยุงยากสลับซับซ้อน วิธีการใชกระดาษทําการ สามารถที่จะช่วยในการจําแนกรายการ และสามาถช่วยในการวิเคราะหรายการบัญชีไดงายขึ้นเพื่อหารายการที่มีผลกระทบกับเงินสดมาจัดทํางบกระแสเงินสด สำหรับวิธีนี้เป็นวิธีที่จะใหข้อมูลไดชัดเจนมากกว่าวิธีอื่นๆ

พบกันใหม่บทความหน้าค่ะ

 

การจัดทํางบกระแสเงินสดวิธีทางตรง

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ นักบัญชี

1. วิธีการคํานวณ เป็นการปรับปรุงรายได้และค่าใช้จ่ายของหน่วยงานด้วยรายการในงบแสดงฐานะการเงินที่เกี่ยวข้อง

ขั้นตอนในการจัดทํา มีดังนี้

1. เปรียบเทียบงบแสดงฐานะการเงิน 2 งวดบัญชี (ปีปัจจุบันกับปีก่อน)

2. ปรับปรุงรายการต่างๆ ในงบแสดงผลการดําเนินงานทางการเงิน ให้แสดงตามเกณฑ์เงินสด ซึ่งสามารถที่จะทําได้โดยการพิจารณาถึงการเปลี่ยนแปลงของรายการในงบแสดงฐานะการเงิน ที่เกี่ยวข้องกับรายการในงบแสดงผลการดําเนินงานทางการเงินแล้วนํามาปรับปรุง เช่น รายได้จากการขายสินค้าและบริการจะสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของบัญชีลูกหนี้จากการขายสินค้าหรือบริการ ค่าใช้จ่ายในการดําเนินงานจะสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของบัญชีคาใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้า ค่าใช้จ่ายค้างจ่ายเจ้าหนี้ ใบสําคัญค้างจ่าย

3. พิจารณารายการในงบแสดงฐานะการเงินที่เหลือว่ามีผลการกระทบกับเงินสดและรายการเทียบเท่าหรือไม่ อย่างไร

4. พิจารณาข้อมูลเพิ่มเติมว่ามีผลกระทบกับเงินสดและรายการเทียบเท่าหรือไม่ อย่างไร

5. พิจารณารายการต่างๆ ที่มีผลกระทบกับเงินสดและรายการเทียบเท่า(จากข้อ 3,4) ว่าอยู่ในกิจกรรมใด

6. จัดทํางบกระแสเงินสดทั้ง 3 กิจกรรม

 

2. วิธีการใช้บัญชีแยกประเภท หน่วยงานที่เลือกใช้สมุดรายวันขั้นต้นแบบแบ่งตามประเภทเงิน ที่ประกอบไปด้วย สมุดเงินสด สมุดเงินฝากธนาคาร สมุดเงินฝากคลัง สามารถที่จะเก็บข้อมูลจากบัญชีแยกประเภทพร้อมทั้งรายละเอียดมาจัดทํางบกระแสเงินสดวิธีทางตรงได้ สําหรับหน่วยงานที่ใช้สมุดรายวันขั้นตอนที่แบ่งตามรายการรับจ่ายเงิน ที่ประกอบไปด้วย สมุดรายวันเงินรับ สมุดรายวันเงินจ่าย ไม่สามารถที่จะทำการเก็บข้อมูลการรับ-จ่ายเงินจากบัญชีแยกประเภทมาจัดทํางบกระแสเงินสดได้ ด้วยเหตุผลที่ว่า ข้อมูลในบัญชีแยกประเภทนั้น เป็นข้อมูลที่สรุปรายการที่เกิดขึ้นของรายการเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดในแต่ละวัน

พบกันใหม่บทความหน้าค่ะ

งบกระแสเงินสดมีกี่รูปแบบ?

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ นักบัญชี

วันนี้เราก็จะมาแนะนำเพื่อนๆ ให้ทราบถึงรูปแบบของงบกระแสเงินสดค่ะ สำหรับรูปแบบของงบกระแสเงินสดนั้น เราสามารถที่จะแสดงได้ 2 วิธี ดังนี้

1. วิธีทางตรง จะแสดงกระแสเงินสดรับและเงินสดจ่ายตามลักษณะหน้าที่หลักที่เกิดขึ้นของทั้ง 3 กิจกรรม คือ กิจกรรมการดําเนินงาน กิจกรรมการลงทุนและกิจกรรมการจัดหาเงิน ซึ่งเราสามารถที่จะทราบได้จากการบันทึกรายการบัญชีของหน่วยงานหรือการเปลี่ยนแปลงรายการ โดยที่ในงบจะแสดงผลการดําเนินงานทางการเงินด้วยผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงรายการในงบแสดงฐานะการเงิน

2. วิธีทางอ้อม จะแสดงด้วยการตั้งยอดรายได้สูง (ต่ำ) กว่าค่าใช้จ่ายจากกิจกรรมตามปกติปรับด้วยผลกระทบของรายการที่ไม่เกี่ยวกับเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดและรายการค้างรับ ค้างจ่ายของเงินสดรับและเงินสดจ่ายในอดีตหรือในอนาคตจะได้กระแสเงินสดจากกิจกรรมการดําเนินงาน ส่วนรายการรับ-จ่ายเงินสดจากกิจกรรมการลงทุนหรือกิจกรรมการจัดหาเงิน แสดงเช่นเดียวกับวิธีทางตรง

วิธีการจัดทํางบกระแสเงินสด

1. วิธีทางตรง จัดทําโดย

  • วิธีการคํานวณ
  • วิธีการใช้บัญชีแยกประเภท

2. วิธีทางอ้อม จัดทําโดย

  • วิธีการคํานวณ
  • วิธีการใช้กระดาษทําการ

การจัดทํางบกระแสเงินสดจากกิจกรรมการดําเนินงานโดยวิธีทางตรงจะช่วยให้ผู้ใช้รายงานการเงิน สามารถที่จะมองเห็นถึงเงินสดรับ-จ่ายระหว่างรอบระยะเวลาบัญชีได้ชัดเจน สำหรับวิธีทางตรงนี้จะเป็นวิธีที่สามารถให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการประมาณการกระแสเงินสดในอนาคตได้ และจะเป็นข้อมูลที่ไม่ได้รับจากการจัดทํางบกระแสเงินสดทางอ้อม

พบกันใหม่บทความหน้าค่ะ

การจําแนกรายการในงบกระแสเงินสด (ตอน2)

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ นักบัญชี

ก่อนหน้านี้เราก็ได้มีการอธิบายเกี่ยวกับการจำแนกรายการในงบกระแสเงินสด ตอนที่1 กันไปแล้วนะคะ วันนี้เราก็จะมาต่อกันในเรื่องของ การจำแนกรายการในงบกระแสเงินสด ตอนที่ 2 กันต่อค่ะ

เงินสดรับ

  • จากการขายที่ดิน อาคารอุปกรณ์
  • จากการขายเงินลงทุนระยะยาว

เงินสดจ่าย

  • จากการซื้อที่ดิน อาคารอุปกรณ์
  • จากการปรับปรุงสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนซึ่งทําให้อายุการใช้งานเพิ่มขึ้นและประโยชนเชิงเศรษฐกิจในอนาคตหรือศักยภาพในการให้บริการเพิ่มขึ้น
  • จากการซื้อเงินลงทุนระยะยาว

3. กิจกรรมการจัดหาเงิน เป็นการแสดงกิจกรรมที่มีผลทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในขนาด และองค์ประกอบของส่วนทุนและหนี้สินของหน่วยงานหรือกระแส เงินสดที่เกิดจากการก่อหนี้ระยะยาว เช่น

เงินสดรับ

  • จากการกู้ยืมเพื่อใช้ในการดำเนินงานโดยหน่วยงานรับผิดชอบการชําระหนี้เอง
  • จากการขอวงเงินทดรองราชการ เงินสดจ่าย
  • จ่ายชําระหนี้เงินกู้ ยืม
  • จ่ายเงินทดรองราชการคืนคลัง

รายการกระแสเงินสดบางรายการอาจจะมีความยุ่งยากในการจําแนกกิจกรรม ซึ่งเราควรที่จะใช้ดุลยพินิจเข้ามาช่วยในการตัดสินใจด้วย แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามการจําแนกกิจกรรมควรที่จะพิจารณาถึงแหล่งที่มาสําคัญของกระแสเงินสดที่เกี่ยวข้องกับรายการนั้นๆ ด้วย

ข้อมูลที่ใช้ในการจัดทํางบกระแสเงินสด

  1. งบแสดงฐานะการเงินเปรียบเทียบ 2 รอบระยะเวลาบัญชี (ปัจจุบันกับปีก่อน)
  2. งบแสดงผลการดําเนินงานทางการเงินรอบระยะเวลาปัจจุบัน
  3. รายละเอียดเพิ่มเติมของการดําเนินงานในรอบระยะเวลาบัญชีปัจจุบัน

พบกันใหม่บทความหน้าค่ะ

การจําแนกรายการในงบกระแสเงินสด (ตอน1)

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ นักบัญชี

เราสามารถที่จะจําแนกรายการตามการตัดสินใจทางด้านการเงินในกิจกรรมต่างๆ ได้ ดังนี้

1. กิจกรรมการดําเนินงาน เป็นการแสดงกิจกรรมหลักที่ ก่อให้เกิดรายได้ของหน่วยงาน ซึ่งมักจะเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงในสินทรัพย์หมุนเวียนและหนี้สินหมุนเวียน หรือเราสามารถที่จะกล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่า เป็นกิจกรรมที่มีผลกระทบต่อรายได้สูง (ต่ำ) กว่าค่าใช้จ่ายของหน่วยงาน (ซึ่งไม่รวมถึงกําไร/ขาดทุนจากการขายที่ดิน อาคาร อุปกรณ์หรือเงินลงทุนที่ถือเป็น ส่วนหนึ่งของกิจกรรมการลงทุน) และกิจกรรมอื่นๆ ที่ไม่สามารถจัดไว้ในกิจกรรมการลงทุนหรือกิจกรรมการจัดหาเงินได้ เช่น

เงินสดรับ

  • จากงบประมาณ
  • จากเงินกู้ของรัฐบาล
  • จากการขายสินค้าและให้บริการ
  • จากรายได้อื่น
  • จากการรับบริจาค/เงินช่วยเหลือ
  • กิจกรรมอื่นๆ ที่ไม่ใช่กิจกรรมการลงทุนหรือกิจกรรมจัดหาเงิน เช่น จากเงินรับฝาก จากการจัดเก็บรายได้แผ่นดิน เป็นต้น

เงินสดจ่าย

  • ซื้อสินค้าและบริการ
  • ค่าใช้จ่ายบุคลากร
  • ค่าใช้จ่ายในการดําเนินงาน
  • ค่าใช้จ่ายเงินอุดหนุน
  • จากการบริจาค/ช่วยเหลือ
  • กิจกรรมอื่นๆ ที่ไม่ใช่กิจกรรมการลงทุนหรือกิจกรรมจัดหาเงิน เช่น จ่ายคืนเงินรับฝาก นํารายได้แผ่นดินส่งคลัง เป็นต้น

2. กิจกรรมการลงทุน เป็นการแสดงให้เห็นถึงรายจ่ายที่จ่ายออกไปเพื่อซื้อสินทรัพย์ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์หรือกระแสเงินสดรับมากกว่าหนึ่งรอบระยะเวลาบัญชี โดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการซื้อและจําหน่ายสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนหรือเงินลงทุนอื่น ซึ่งจะไม่รวมอยู่ในรายการเทียบเท่าเงินสดเฉพาะส่วนที่ไม่ต้องนําเงินที่ได้รับจากการขายสินทรัพย์หรือเงินลงทุนดังกล่าวนําส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน เช่น (สามารถติดตามตอน2 ได้ในบทความถัดไป)

งบกระแสเงินสดมีประโยชน์อย่างไร?

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ นักบัญชี

งบกระแสเงินสด หมายถึง รายงานทางการเงินที่แสดงการเคลื่อนไหวของกระแสเงินสดของหน่วยงานในรอบระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง ซึ่งจะทำให้เราทราบว่า หน่วยงานได้รับเงินมาจากแหล่งใดและนําไปใช้ในเรื่องใด ณ วันที่จัดทํารายงานการเงินมีเงินเหลืออยู่เท่าใด เป็นการช่วยให้ผู้ใช้รายงานการเงินสามารถที่จะนําไปวิเคราะห์เพื่อประเมินความสามารถของหน่วยงานที่จะได้รับ-จ่ายเงินสด และความจําเป็นของหน่วยงานในการใช้เงินสดเพื่อการดําเนินงาน

ประโยชน์ที่เราจะได้จากงบกระแสเงินสด มีดังนี้

  1. ช่วยในวางแผนการใช้จ่ายเงินของหน่วยงาน
  2. ใช้เป็นข้อมูลในการบริหารจัดการเงินสดของหน่วยงาน งบแสดงฐานะการเงินและงบแสดงผลการดําเนินงานทางการเงินนี้ ไม่สามารถที่จะแสดงข้อมูลเหล่านี้ให้เห็นได้ เนื่องจากการจัดทําบัญชีตามเกณฑ์คงค้าง
  3. หน่วยงานกลางสามารถที่จะนําข้อมูลที่แสดงในงบกระแสเงินสด เพื่อนำไปใช้วิเคราะห์ความจําเป็นที่จะใช้เงินสดของหน่วยงาน รวมทั้งยังสามารถตรวจสอบการใช้เงินงบประมาณของหน่วยงานได้อีกด้วย
  4. หน่วยงานกลางสามารถจัดสรรเงินงบประมาณที่มีอยู่อย่างจํากัดเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ หากเงินที่มีอยู่ไม่เพียงพอสามารถวางแผนการกู้เงินในช่วงเวลาต่างๆ ให้สอดคล้องและเพียงพอกับความต้องการใช้เงินของหน่วยงานก่อให้เกิดประสิทธิภาพในการจัดการหนี้สินและเงินงบประมาณของหน่วยงานได้

พบกันใหม่บทความหน้าค่ะ